

โดย “ดาบสองคม”
เสียงระเบิดในตะวันออกกลางอาจอยู่ไกลหลายพันกิโลเมตร แต่แรงสะเทือนกำลังวิ่งมาตามท่อน้ำมันและสายส่งไฟฟ้า จนมาถึงกระเป๋าคนไทย
เพราะเมื่อควันลอยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ สิ่งที่พุ่งขึ้นเร็วไม่แพ้ขีปนาวุธคือ “ราคาน้ำมันโลก”
สำหรับประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเป็นเส้นเลือดหลักอย่างไทย นี่จึงไม่ใช่ข่าวต่างประเทศ แต่คือพายุค่าครองชีพที่กำลังก่อตัว
ด่านแรกคือราคาน้ำมัน วันนี้รัฐยังตรึงดีเซลไว้ราว 29.94 บาทต่อลิตร แต่ต้นทุนนำเข้าจริงสูงกว่านั้นมาก หากสงครามยืดเยื้อ ดีเซลอาจขยับไป 35–40 บาท ส่วนเบนซินมีสิทธิ์ทะลุ 50 บาททันที
ต้นทุนขนส่งทั้งระบบจะกระเพื่อม ตั้งแต่รถบรรทุกสินค้าไปจนถึงวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอย
แต่ระเบิดลูกใหญ่จริง ๆ อยู่ที่ค่าไฟ เพราะไทยพึ่งก๊าซ LNG ผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก เมื่อพลังงานโลกแพงขึ้น ค่า FT ก็มีแนวโน้มดีดตาม กลางปีนี้ค่าไฟอาจเพิ่มอีก 10–15%
เมื่อค่าน้ำมันและค่าไฟขึ้นพร้อมกัน ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันตั้งแต่ไข่ไก่ ผักสด ไปจนถึงข้าวแกงก็จะทยอยขึ้นตาม และประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกชัดว่า “ขึ้นแล้วมักไม่ลง”
รัฐบาลกำลังใช้วิธี “ซื้อเวลา” เป็นหลัก ทั้งเพิ่มการสำรองน้ำมันให้ใช้ได้ราว 90 วัน อุดหนุนราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และพยายามหาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากพื้นที่อื่นที่ไม่ผ่านจุดเสี่ยงสงคราม
ในเชิงเทคนิคถือว่าเดินถูกทาง เพราะช่วยกันอาการตื่นตระหนกในช่วงแรกได้ แต่คำถามสำคัญคือ “สายป่านยาวแค่ไหน” รัฐบาลยังไม่บอกชัดว่า กองทุนน้ำมันจะพยุงราคาได้นานเท่าไร ทำให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจวางแผนลำบาก
อีกด้าน การสื่อสารวิกฤตยังเป็นแบบวันต่อวัน ทั้งที่รัฐควรประกาศแผนชัดเจนว่า หากราคาน้ำมันโลกพุ่งถึงระดับใด ประเทศจะใช้มาตรการอะไร เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวทัน
เพราะท้ายที่สุด วิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องตัวเลขในรายงานเศรษฐกิจ แต่มันคือค่าไฟหนึ่งใบ ค่าน้ำมันหนึ่งถัง และข้าวหนึ่งจาน ที่ประชาชนต้องจ่ายทุกวัน
ถ้าสงครามยืดเยื้อและรัฐบาลรับมือพลาด ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่ตัวเลขงบประมาณของรัฐ แต่จะกระแทกลงตรง ๆ ที่กระเป๋าประชาชน ค่าครองชีพพุ่ง รายได้เท่าเดิม
และคนตัวเล็กในเศรษฐกิจนี่แหละ ที่จะต้องแบกรับแรงกระแทกหนักที่สุด
แสดงความเห็น











