ภูมิใจไทยกับเงื่อนไขที่ต้องตัดสินใจ

โดย “ดาบสองคม”

ในระหว่างที่ผลการนับคะแนนเลือกตั้งยังไม่ครบ 100 % การเมืองเรื่องจัดตั้งรัฐบาลก็ยังฝุ่นตลบอย่างที่เห็น เพราะในที่สุดก็ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของพรรคภูมิใจ ในฐานะพรรคอันดับ 1 ว่าจะเอายังไง จะเลือกใครไปร่วมรัฐบาล เพราะขณะนี้ยังออกได้ทุกหน้า

แต่ที่แน่ ๆ ภูมิใจไทยประกาศชัด จะคุมทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง นั่นคือการรับโจทย์หนักสุดสองด้านพร้อมกัน

ด้านหนึ่งต้องฟื้นความเชื่อมั่นการลงทุน แก้หนี้ครัวเรือนที่สูง ตามตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย อีกด้านต้องประคองสมดุลกับกองทัพ และโครงสร้างอำนาจเก่าให้ราบรื่น

แม้ได้คุมกระทรวง แต่ไม่ได้แปลว่า คุมความคาดหวังได้ ประชาชนไม่ได้รอดูว่าใครจะนั่งเก้าอี้ตัวไหน แต่รอดูว่า ปากท้องจะดีขึ้นไหม ราคาสินค้าลดลงไหม งานเพิ่มหรือเปล่า ถ้าเศรษฐกิจยังฝืด รัฐบาลจะถูกตั้งคำถามเร็วกว่าเสียงอภิปรายในสภา

อีกด้านหนึ่งคือสมการพรรคร่วม นี่คือจุดชี้ชะตา

ถ้าเอา พรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กรวมกัน รัฐบาลจะดูแน่นในเชิงตัวเลข แต่เท่ากับเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งสะสมผลงานในคราบพรรคร่วม วันหนึ่งเมื่อครบเทอม หรือก่อนครบเทอม เกมเลือกตั้งจะดุเดือดกว่าเดิม

ถ้าเลือก พรรคกล้าธรรม พร้อมพรรคเล็ก เสียงอาจพอดีตัว คุมง่ายกว่า แต่เสถียรภาพจะเปราะบาง และแบกรับแรงเสียดทานเรื่องคุณสมบัติ โดยเฉพาะบทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าจะยอมอยู่หลังม่านหรือไม่

รัฐบาลเสียงพอดีตัวมีข้อดีคือ เจ้าภาพคุมเกมได้ แต่ข้อเสียคือพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว

สุดท้ายแล้ว รัฐบาลนี้จะเป็น “รัฐบาลครบเทอม” หรือ “สะพานผ่านวิกฤต” อยู่ที่สามเรื่อง

หนึ่ง ผลงานเศรษฐกิจต้องจับต้องได้

สอง ความขัดแย้งในพรรคร่วมต้องถูกกดให้อยู่ใต้พรม

สาม นายกฯ ต้องแสดงภาวะผู้นำเหนือการต่อรอง ไม่ใช่ลอยตัวไปตามดีล

การรวบรวมเสียงคือ ด่านแรก การรักษาเสียงคือด่านจริง และการรักษาศรัทธา คือด่านสุดท้าย

ทั้งหมดนี้คือเงื่อนไขที่พรรคภูมิใจไทยต้องตัดสินใจ

ถ้าพลาด..โอกาสดีดีอย่างนี้คงไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

แสดงความเห็น