

โดย “ดาบสองคม”
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่น ใครจะเป็นที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ต้องผ่านแรงปะทะทั้งกระแส ทั้งทุน ทั้งเครือข่าย จนกว่าจะได้ตัวเลขออกมาชัด ๆ
แต่พอผลออกแล้ว เรื่องยากกว่าก็เพิ่งเริ่มต้น เพราะการตั้งรัฐบาลในสภาที่เสียงไม่ได้ขาดลอย คือเกมต่อรองที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการหาเสียงหลายเท่า
ในจังหวะที่ตัวเลขยังไม่สะเด็ดน้ำ การคาดเดาเริ่มไหลเต็มหน้ากระดาน พรรคอันดับสองอย่างพรรคประชาชนถูกมองว่า มีโอกาสสูงที่จะต้องไปนั่งฝ่ายค้าน
ส่วนพรรคเพื่อไทย อันดับสาม ยังไม่ถูกตัดออกจากสมการ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะ “ตัวเลือกแรก” ของแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย
คำถามจึงไม่ใช่แค่ “เพื่อไทยจะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่” แต่คือ “ถ้าจำเป็นต้องตัดเพื่อไทยออก ภูมิใจไทยคิดอย่างไร”
คำตอบเริ่มจากรอยร้าวที่ซ่อมไม่เคยติด ตั้งแต่ปี 2568 ความขัดแย้งไม่ได้อยู่แค่เชิงนโยบาย แต่เป็นเรื่องอำนาจล้วน ๆ
ตั้งแต่ปมคลิปอังเคิล เกมในสภาสูง ไปจนถึงคดีที่ถูกงัดขึ้นมาเป็นเครื่องมือกดดันกันเอง ความไว้ใจที่พังไปแล้ว ยากจะเอากลับมาใช้เป็นฐานตั้งรัฐบาล
เมื่อมองในเชิงตัวเลข การดึงเพื่อไทยเข้ามาไม่ได้ทำให้รัฐบาลแข็งแรงขึ้น แต่ทำให้รัฐบาลใหญ่เกินไป และคุมยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพรรคที่ถูกดึงเข้ามา เคยเป็นเจ้าของอำนาจ และไม่ถนัดบทบาทรอง
ที่สำคัญ การให้เพื่อไทยร่วมรัฐบาล เท่ากับเติมออกซิเจนให้คู่แข่ง ได้ทรัพยากรและเวทีไปสู้ใหม่ในเลือกตั้งครั้งหน้า
ทางเลือกที่ภูมิใจไทยมองว่าสบายใจกว่า คือ การจับมือกับพรรคกล้าธรรม พรรคขนาดกลาง และพรรคเล็กที่มี DNA การเมืองใกล้กัน ยอมรับผู้นำเดียว ไม่แย่งกระทรวงหลัก รัฐบาลแบบนี้อาจไม่หวือหวา แต่คุมเกมได้จริง
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นตัวแปรที่เปิดช่องได้ อาจถูกวางไว้เป็นตัวแปรเสริม แม้คำพูดในอดีตของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค จะยังดังอยู่ แต่การเมืองไม่เคยตายด้วยคำพูด
ถ้าเปิดทางให้อภิสิทธิ์ไปนั่งประธานรัฐสภา เขาก็ไม่ผิดเงื่อนไข ไม่ได้ร่วมฝ่ายบริหาร และพรรคก็ยังได้ที่ยืนในอำนาจเชิงสถาบัน นี่คือการประนีประนอมที่ “ไม่เสียหน้า แต่ได้ประโยชน์”
สุดท้าย สมการนี้ทำให้ภูมิใจไทยอยู่ในตำแหน่งผู้เลือกที่ได้เปรียบ แต่คนที่อยู่เหนือความได้เปรียบนั้น ไม่ใช่ตัวเลขในสภา แต่คือคนที่คุมเกมอยู่หลังฉากอย่าง เนวิน ชิดชอบ
และบางที วลีเก่าที่เคยเปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมืองไทย อาจถูกย้ำเตือนอีกครั้ง
ว่า…มันจบจริง ๆ แล้วครับนาย
แสดงความเห็น











