จาก..สีคิ้วถึงพระราม 2 ใครต้องรับผิดชอบ

โดย “ดาบสองคม”

สองโศกนาฎกรรม สองวันติดต่อกัน สองพื้นที่ สีคิ้วกับพระราม 2 มีเพียงคำถามเดียว เวลาเกิดเหตุใหญ่ ๆ แบบนี้ มีคนตาย คนเจ็บ รัฐบาลจะเลือก “รับ” หรือ “โยน”

เครนถล่มที่สีคิ้ว ไม่ต่างจากเครนถล่มที่พระราม 2 ต่างกันแค่พื้นที่ ต่างกันแค่ภูมิประเทศ แต่เหมือนกันทุกประการในเชิงโครงสร้าง

โครงการรัฐขนาดใหญ่ผู้รับเหมารายเดิม ๆ การกำกับดูแลที่หละหลวม และความสูญเสียที่ตกใส่ประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นในวันเกิดเหตุร้าย ไม่ใช่คำอธิบายเชิงเทคนิค ไม่ใช่การไล่เรียงว่า กฎหมายติดตรงไหน แต่คือการตัดสินใจของผู้นำประเทศ ว่าจะ “ยืนรับผิดชอบ” หรือ “ถอยให้พ้นจากปัญหา”

สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม ในวันที่มีศพ มีคนเจ็บ มีครอบครัวรอฟังข่าวอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ผู้นำรัฐบาลอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกพูดถึงความบกพร่องของหน่วยงานอื่น เลือกชี้ไปที่ระบบราชการ เลือกปกป้องรัฐมนตรีในคอกเดียวกัน และที่หนักที่สุด เลือกโยนความรับผิดชอบไปให้ผู้แทนในพื้นที่

นี่มันคือ “สัญชาตญาณทางการเมือง” สัญชาตญาณของการเอาตัวรอด มากกว่าการเอาประชาชน และความถูกต้องเป็นศูนย์กลางและเมื่อเอาเหตุจากสีคิ้ว มาวางคู่กับพระราม 2 คำถามยิ่งดังขึ้น ว่าทำไมทุกครั้งที่เกิดเหตุใหญ่ บทเรียนเดิม ๆ ถึงไม่เคยถูกแก้ไขสักที มีแต่การรอให้เรื่องเงียบ รอให้ข่าวใหม่กลบข่าวเก่า รอให้ความตายกลายเป็นสถิติ

ปัญหาไม่ใช่แค่เครนล้ม แต่คือ ผู้นำที่ล้มเหลวต่อหน้าวิกฤต ปัญหาไม่ใช่แค่ผู้รับเหมา แต่คือระบบที่เอื้อให้ความผิดพลาดเกิดซ้ำได้โดยไม่มีใครต้องจ่าย

ถ้าวันหนึ่งรัฐบาลยังมองโศกนาฏกรรมเป็นเรื่องของ “คนอื่น” ยังมองความรับผิดชอบเป็นลูกบอลร้อนที่ต้องรีบโยนทิ้ง

ไม่ว่าจะสีคิ้ว พระราม 2 หรือที่ไหน ชื่อพื้นที่อาจเปลี่ยนไป แต่สถิติผู้สูญเสีย…จะถูกจารึกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และคนที่รับเคราะห์ทุกครั้ง ก็ยังเป็นประชาชนเหมือนเดิม

ถ้ายังมีผู้นำแบบนี้ สงสัยประเทศจะเดินหน้าลำบาก

แสดงความเห็น