ทหารเกณฑ์แรงงานทาสที่ต้องแก้ไข

โดย “ดาบสองคม”

เรื่อง “ยกเลิกการเกณฑ์ทหารและปฏิรูปกองทัพ” กลายเป็นนโยบายหาเสียงที่ร้อนแรงที่สุดสนามหนึ่ง ของการเลือกตั้งรอบนี้ เพราะสังคมไทยเห็นตรงกันแล้วว่า ระบบเดิมที่เอาทหารเกณฑ์ไปเป็นแรงงานทาสในเครื่องแบบ ไปต่อไม่ได้อีกแล้ว

พรรคประชาชนเลือกพูดให้สุด เสนอเลิกเกณฑ์ทหารแบบบังคับ 100% ใช้ระบบสมัครใจทั้งหมด ลดนายพล ลดงบฯ และเปิดโปงวัฒนธรรมอำนาจในค่ายอย่างตรงไปตรงมา แนวทางนี้ได้ใจคนรุ่นใหม่ แต่ก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความพร้อม หากประเทศเผชิญภัยคุกคามจริง ระบบสมัครใจล้วนจะเพียงพอรับสถานการณ์หรือไม่

พรรคภูมิใจไทย เดินอีกทาง ใช้ “เงิน” เป็นตัวแก้ปัญหา เปิดรับทหารอาสาแสนอัตรา เสนอเงินเดือนและสวัสดิการให้คนอยากสมัครเอง ไม่ต้องไปแตะโครงสร้างเดิมมาก วิธีนี้ถูกใจฝ่ายความมั่นคง แต่ก็แลกมากับงบประมาณก้อนใหญ่ และไม่ได้แตะปัญหาอำนาจในกองทัพอย่างจริงจัง

ท่ามกลางสองขั้วนี้ พรรคเพื่อไทยเลือกยืนตรงกลางอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ชน ไม่ท้ารบ แต่ก็ไม่อยู่นิ่งแนวทางของเพื่อไทยคือ “เปลี่ยนผ่าน” จากการบังคับไปสู่สมัครใจแบบค่อยเป็นค่อยไป ลดจำนวนการเรียกเกณฑ์ เพิ่มแรงจูงใจให้คนสมัครเอง ใช้ระบบดิจิทัลมาจัดการให้โปร่งใส ลดช่องทางทุจริต และขยับกองทัพไปสู่ความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีแทนกำลังคน

ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับคือ แนวทางนี้ มีโอกาสทำได้จริงมากที่สุดในทางปฏิบัติ ท้ายที่สุดเรื่องนี้อาจไม่ใช่นโยบายที่จะโกยคะแนนถล่มทลาย แต่นี่คือสนามที่วัด ความจริงใจ และกึ๋นทางการเมือง ได้ชัดที่สุดสนามหนึ่ง เพราะการแก้ปัญหานี้ ต้องกล้าแตะโครงสร้างอำนาจที่สังคมไม่ค่อยอยากพูดถึง

พรรคการเมืองทุกพรรคพูดเหมือนกันว่า “เห็นใจลูกหลาน” แต่คำถามคือ ใครกล้าเดินจริง หรือ ใครแค่ใช้ทหารเกณฑ์เป็นป้ายหาเสียง

นโยบายนี้อาจไม่ชี้ขาดว่าใครชนะการเลือกตั้ง แต่หลังเลือกตั้งมันจะชี้ชัดว่า พรรคไหนมีแค่คำพูด และพรรคไหนมีความสามารถพอจะพาประเทศออกจากวงจรปัญหาเดิม ๆ ได้จริง

เพราะสุดท้าย การเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่การพูดในสิ่งที่คนอยากฟัง แต่คือการแก้ปัญหาที่ยากที่สุด โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้ลูกหลานต้องรับกรรมซ้ำอีก

แสดงความเห็น