บนวิกฤติที่ไม่มีโอกาส

โดย “ดาบสองคม”

ฝนที่ตกแบบไม่ลืมหูลืมตาทางภาคใต้เวลานี้ ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าพื้นที่และบ้านเรือนประชาชน ก่อนที่รัฐจะทันรู้ตัว

เหตุการณ์ที่ อำเภอหาดใหญ่ และหลายพื้นที่ของ จังหวัดสงขลา รอบนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย และไม่ใช่เหตุฉุกเฉินที่รัฐไม่เคยเจอมาก่อน

แต่การช่วยเหลือกลับช้า ชนิดที่ประชาชนต้อง พึ่งตัวเองก่อนทุกครั้ง

เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมทั้งเมือง แต่รัฐกลับขยับ เหมือนเต่า ทั้งที่หาดใหญ่เคยเจอน้ำท่วมหนักมาแล้วหลายครั้ง

ประสบการณ์ก็มี บทเรียนก็มี แต่รัฐและหน่วยงานท้องถิ่นกลับทำตัว เหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน

ชาวบ้านติดอยู่ในบ้าน บนหลังคา และต้องเลือกว่า จะตายกลางกระแสน้ำ หรืออดตายอยู่ในบ้าน

ขณะที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี รีบลงพื้นที่ไป แอ็คท่าสร้างภาพ ผัดมาม่า นั่งรถตากฝนสั่งการ แต่รู้ไหม… รถและเรือที่ท่านใช้นั้น เบียดบังทรัพยากรที่ควรนำไปช่วยคนที่กำลังจะตาย

ตั้งแต่น้ำหลากวันที่ 21 พฤศจิกายน ทุกอย่างสะท้อนความไม่พร้อมแบบตรงไปตรงมา ไม่มีแผนเผชิญเหตุ ไม่มีการแบ่งโซน ไม่มีจุดอพยพ ไม่มีศูนย์บัญชาการ เจ้าหน้าที่ ไม่รู้จะช่วยตรงไหนก่อนหลัง และพอช่วยออกมาได้ ก็ยังไม่รู้ว่าจะพาไปไว้ที่ไหนต่อ

แม้แต่ข้อมูลพื้นฐานว่า บ้านไหนมีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียง รัฐก็ไม่มี ทำให้ภารกิจช่วยชีวิตกลายเป็นระบบ “ใครร้องก่อน รอดก่อน” แทนที่จะเป็นการทำงานบนข้อมูลจริง

ทรัพยากรสำคัญอย่าง เฮลิคอปเตอร์ เรือ รถกู้ภัย ควรพร้อมตั้งแต่ก่อนฝนตก แต่กลับไม่ถูกตรวจเช็ก ไม่ถูกเตรียมงาน ปล่อยให้งานหลักต้องตกอยู่ในมือ อาสาสมัคร เพราะรัฐ ไร้การประสานและสั่งการที่ชัดเจน

นี่ไม่ใช่เรื่องพลาดเล็ก ๆ แต่คือ ความล้มเหลวของรัฐบาลทั้งระบบ หากเหตุการณ์ระดับจังหวัดยังจัดการไม่ได้ แล้ววันหนึ่งเกิดวิกฤตใหญ่กว่านี้ ประชาชนจะเชื่อได้อย่างไรว่า รัฐจะปกป้องเราได้จริง?

ท้ายที่สุด…ในวันที่ทุกนาทีคือชีวิต รัฐกลับทำงาน ช้า ติดขัด ลังเล เหมือนไม่รู้บทบาทของตัวเอง

แล้วปล่อยให้ประชาชนต้องดิ้นรน ท่ามกลางน้ำเชี่ยวกรากโดยลำพัง และความจริงที่เจ็บปวดที่สุดคือ..ความบกพร่อง และความล่าช้า ของรัฐบาล กลายเป็นหายนะของประชาชน

แสดงความเห็น