

โดย “ดาบสองคม”
เรื่อง VVIP จีนเทาในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่ได้แค่สะเทือนกำแพงคุก แต่มันสั่นสะเทือน “ระบบราชทัณฑ์ทั้งกระบวน” เพราะการพบห้องพักสบายราวคอนโดหรู ของใช้เพียบ พร้อมสาวงามเข้าออกเหมือนนัดเช็กอิน นี่ไม่ใช่ความผิดปกติเล็ก ๆ
คำว่า “เรือนจำคือแดนสนธยา” จึงไม่ใช่เพียงสำนวนเสียดสี แต่คือคำอธิบายภาพรวมที่ถูกต้องที่สุดในเวลานี้
เมื่อเปลือกคุกถูกงัดออก สิ่งที่เห็นไม่ใช่ความมืดสลัว แต่เป็นเถาวัลย์ผลประโยชน์ที่พันกันแน่นตั้งแต่หน้าแดน ไปจนถึงห้องผู้บริหาร เพราะอย่าลืมว่า ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คือหนึ่งใน “5 เสือราชทัณฑ์” ที่รอวันขึ้นอธิบดีตำแหน่ง ระดับนี้ไม่ได้แต่งตั้งผ่าน ๆ แบบลวก ๆ ต้องตรวจประวัติละเอียด ต้องประเมินหลายชั้น ต้องกลั่นกรองจากทุกฝ่ายและที่สุดของที่สุด…ต้องผ่านการลงนามของ ปลัดกระทรวงยุติธรรม
แล้วก็ถึงคำถามที่สังคมรอให้มีคนตอบ อธิบดีเสนอชื่อขึ้นมาอย่างไร? ปลัดตรวจอะไรบ้างก่อนเซ็นแต่งตั้ง? หรือทั้งหมดนี้ถูกปล่อยผ่านโดยไม่มีการตรวจเลย?
นี่ไม่ใช่เรื่องที่โยนให้กรมราชทัณฑ์รับไว้คนเดียว เพราะลำดับคำสั่งมันพุ่งตรงขึ้นไปถึง “ปลัด” แบบเลี่ยงไม่ได้
และเมื่อเรื่องแดงกระจายทั้งประเทศ การโยก ผบ. ไปช่วยราชการอย่างฉับพลัน จึงเหมือนการดึงผ้าม่านลงด้วยความรีบเร่ง แต่ลืมไปว่าฉากหลังมันพังไปแล้ว จะปิดอย่างไรก็ไม่มิด
ดังนั้นเรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าจะให้ “สอบกันเองในบ้านตัวเอง” เพราะผลลัพธ์จะออกแบบแพทเทิร์นเดิมทุกครั้ง ปลาซิวปลาสร้อยตายกองเต็มพื้น ส่วนตัวใหญ่ลอยตัว ลอยคอ ยิ้มรอรอบใหม่ของผลประโยชน์และวงจรเน่าแบบเดิมก็พร้อมเริ่มนับหนึ่งอีกครั้ง
ถ้ารัฐบาลจริงใจ นายกฯ และ รมว.ยุติธรรมต้องตั้ง คณะกรรมการสอบสวนจากคนนอกแบบเต็มรูปแบบ ไม่ใช่ตั้งเพื่อให้จบ แต่ตั้งเพื่อให้ “ความจริง” ปรากฏอย่างใสสะอาด เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ “ความเชื่อมั่นทั้งกระทรวง”
และเหนืออื่นใด ผู้บริหารระดับสูงทุกระดับชั้น ต้องถูกสอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในระบบราชการ การเซ็นแต่งตั้งคือการรับรองความถูกต้องของทั้งกระบวนการ เมื่อผลลัพธ์สุดท้ายออกมาเละเทะถึงขั้นนี้ ผู้ที่อยู่บนยอดพีระมิดย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบเช่นกัน
ตราบใดที่ความจริงยังถูกขังอยู่หลังประตูเหล็ก ตราบนั้น “กรมราชทัณฑ์” ก็จะยังเป็นแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ซับซ้อน และผลประโยชน์ที่หอมหวาน จนยากจะมองเห็นแสงสว่างของความยุติธรรมได้จริง
แสดงความเห็น










