

โดย “ดาบสองคม”
อำนาจการเมืองในบ้านเรานี่มันประหลาด แทนที่จะใช้พาประเทศเดินหน้า กลับใช้เพื่อจัดการ “ศัตรูทางการเมือง” นี่แหละหัวใจของวิกฤตอำนาจที่เกิดขึ้น และเป็นปัญหาในบ้านเมืองทุกวันนี้
กรณี ทักษิณ ชินวัตร คือภาพตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุด โทษจำคุก 1 ปี หรือ 12 เดือน เมื่อรับโทษครบกำหนด 1 ใน 3 คือ 4 เดือน สามารถยื่นขอ “พักโทษกรณีพิเศษสำหรับผู้มีอายุเกิน 70 ปี” ซึ่งเป็นระเบียบปกติของกรมราชทัณฑ์ แต่ต้องผ่านกรรมการ ต้องมีรัฐมนตรีเซ็นอนุมัติ ทั้งหมดอยู่ในระบบ ไม่ใช่ของแปลกใหม่
แต่การที่อัยการมีคำสั่งอุทธรณ์คดี ม.112 ซึ่งเดิมเคยมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ไปแล้ว ถือว่า ทักษิณมี “คดีต่อ”ก็เท่ากับว่าไม่เข้าเงื่อนไขพักโทษ นี่คือ แผนสกัด “ทักษิณ“ ไม่ให้ออกจากเรือนจำก่อนเลือกตั้ง
แล้วยังซ้ำด้วยคำพิพากษาศาลฎีกา ตัดสินให้ทักษิณแพ้คดีเลี่ยงภาษีขายหุ้นชินฯ ต้องชดใช้เงินกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท จากคดีเก่าที่รื้อขึ้นมาใหม่ในจังหวะพอดิบพอดี การจัดหนักทั้งคดีใหม่ คดีเก่า คดีเงิน และคดีอาญาในเวลาไล่เลี่ยกัน อาจไม่เพียงสกัดทักษิณ แต่ยังเสี่ยงทำให้เกิด “กระแสสงสาร” เปลี่ยนสมการการเมืองได้ในพริบตา เพราะเมื่อประชาชนเริ่มเห็นว่ามีการกดดันเกินจำเป็น ผู้ถูกเล่นงานอาจกลับกลายเป็นผู้ได้คะแนนทางใจ
อีกด้านหนึ่ง คือพรรคประชาชน ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักโดย ป.ป.ช. 25 ส.ส. ที่มาจากกลุ่มอดีต 44 ส.ส.ก้าวไกล ถูกตั้งข้อหา “จริยธรรมร้ายแรง” จากการลงชื่อเสนอแก้ ม.112 หากศาลฎีการับฟ้องและให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จำนวน ส.ส. ของพรรคประชาชนจะลดฮวบจาก 143 เหลือเพียง 118 เสียงเท่านั้น ซึ่งจะมีผลทางการเมืองทันที
ขณะที่ งบฯ แข่งมอเตอร์ไซค์ Moto GP 4 พันล้าน รัฐบาลอนุมัติผ่านฉับไว แต่พอเป็นเรื่องน้ำท่วม ประชาชนกำลังเดือดร้อน รัฐบาลกลับนิ่งราวไม่มีใครเดือดร้อน ทั้งหมดนี้อธิบายชัดเจนว่า เพราะเหตุใดทุกพรรคในบ้านเราถึงแย่งอำนาจกันจนหน้ามืด เพราะมันคือ กุญแจเปิดคลังงบประมาณ เปิดประตูแต่งตั้ง เปิดทางคุมหน่วยงาน และเปิดโอกาสให้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องสกัดฝ่ายตรงข้าม
และเมื่อถึงวันหนึ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกลับมามีอำนาจ ก็จะใช้อำนาจบดขยี้ล้างแค้นคืน มันก็วนลูปอยู่อย่างนี้
จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมการเมืองไทยมันไปไม่ถึงไหนซักที
แสดงความเห็น










