การเมือง-การละคร

โดย “ดาบสองคม”

การเมืองไทยช่วงนี้เหมือนละครหลังข่าวที่ฉายวนทุกยุค พระเอกตัวเดิม เปลี่ยนแค่ชื่อพรรค สีเสื้อ และบทพูดให้เข้ากับสถานการณ์เท่านั้น

บ้านเมืองดูเหมือนจะขยับเข้าสู่โหมดหาเสียงเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่ขยับแรงกว่ากลับเป็น “เกมอำนาจ” ที่เล่นกันอย่างแนบเนียนฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนและเพื่อไทย พยายามจุดกระแส “ปราบทุนเทา สแกมเมอร์ ฟอกเงิน” หวังสร้างภาพปกป้องชาติบ้านเมือง

หลังพยายามสร้างกระแส “รักชาติฉบับเขมร” แต่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะไม่อิน นอกจากบางพื้นที่ในอีสานที่ยังมีแรงเชียร์อยู่บ้าง

คราวนี้จึงเปลี่ยนสูตร หันมาเล่นเรื่องเงินสกปรกแทน เพราะเป็นเรื่องที่คนดูเข้าใจง่ายและอินกว่าเยอะ

แต่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะภูมิใจไทยกับกล้าธรรม กลับทำท่าจะเล่นคนละบท ทั้งสองพรรคพูดน้อย ทำช้า และบางคนในนั้นยังมีชื่อโผล่ในข่าวพัวพันทุนเทาเสียด้วยซ้ำ

จนฝ่ายค้านได้ทีเร่งเครื่องเต็มสูบ เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เองก็โยนหินถามทางไว้ก่อน บอกว่า หากอภิปรายไม่สร้างสรรค์ “อาจยุบสภา” ก่อนครบกำหนด 31 มกราคม 2569 ฟังดูเหมือนขู่ แต่ถ้าดูตามกฎหมายหากฝ่ายค้านยื่นญัตติไปแล้ว นายกฯ จะยุบหนีไม่ได้ ต้องยุบก่อนเท่านั้น

คำถามคือ “ข้อสอบจะรั่วหรือไม่?”

ว่ากันว่าพรรคประชาชนไม่อยากเสี่ยง เพราะยังไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ที่แข็งพอ หากหลุดมือไปอาจเปิดทางให้ “ลุงตู่” หวนกลับเวที ซึ่งพรรคนี้ไม่เอาแน่ ดังนั้นการ “ปล่อยข้อสอบรั่ว” ให้อนุทินยุบสภาก่อนฝ่ายค้านยื่นญัตติ อาจเป็นทางออกแบบต่างคนต่างได้หน้า

ส่วนฝั่งภูมิใจไทยกับกล้าธรรม ก็ดูจะจับมือกันแน่นขึ้น หลังนายกฯ ได้ปล่อยภาพคุยสองต่อสองกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในห้องทำงานบนทำเนียบรัฐบาล เพื่อโชว์ความกลมเกลียวให้เห็น แม้ใคร ๆ ก็รู้ว่าภาพนั้นอาจไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด

แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้งจริง ทุกพรรคจะงัดทุกวิถีทาง ทั้งดูด ส.ส. ทั้งปั่นกระแส ปั้นภาพ ใครมิตรใครศัตรูตอนนั้นถึงจะรู้กัน ของจริงอยู่หลังม่าน

การเมืองวันนี้จึงเหมือนละครที่คนดูรู้ตอนจบ แต่ก็ยังต้องดูเพราะไม่มีทางเลือก พระเอก นางเอก หรือตัวร้าย ก็แค่เปลี่ยนสีเสื้อ และรอยยิ้มบนเวทีอำนาจเท่านั้นเอง

แสดงความเห็น