เมื่อกฎหมาย ถูกใช้กลบความจริง

โดย “ดาบสองคม”

ณ เวทีการเมืองไทยที่หมอกควันแห่งความคลางแคลงไม่เคยจาง ชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของพายุวิจารณ์ จากอดีต “ตำนานแป้ง” ที่โลกไม่เคยลืม

มาจนถึงมรสุมใหม่ว่าด้วยความสนิทชิดใกล้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงขบวนการ “สแกมเมอร์” ระดับโลกอย่าง เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์

ข้อสงสัยเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยบนเวทีสาธารณะ ผ่านกลไกการตรวจสอบของฝ่ายค้านและสื่อมวลชน ซึ่งเป็นหน้าที่ตามปกติของประชาธิปไตย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แทนที่เสียงตอบกลับจะเป็นคำชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง กลับกลายเป็นการฟ้องร้อง

คำถาม นี่คือกลยุทธ์ เพื่อปิดปาก เสียงสงสัยในนามของกฎหมายหรือไม่?

เมื่อใครก็ตามสวมหัวโขนทางอำนาจ ย่อมต้องยอมรับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าคนธรรมดา ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ถือเป็น “บุคคลสาธารณะ” ที่ชีวิตทุกด้านย่อมอยู่ในความสนใจของประชาชน

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่การล้ำเส้น แต่คือหน้าที่ของประชาธิปไตย เมื่อมีข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องหรือคุ้นเคยกับบุคคลสีเทา สิ่งที่ประชาชนรอคอย คือ คำอธิบายที่ชัด โปร่งใส และตรงไปตรงมา ไม่ใช่การหยิบกฎหมายขึ้นมา เพื่อข่มขู่คู่กรณีให้เงียบเสียงในโลกการเมืองสมัยใหม่ กลยุทธ์เช่นนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือ “การฟ้องเพื่อสกัดการมีส่วนร่วมของสังคม” ซึ่งมักใช้โดยผู้มีอำนาจ เพื่อสร้างแรงกดดันให้ผู้ตรวจสอบถอยห่าง

จนสื่อบางสำนักเริ่มลังเล นักการเมืองฝ่ายค้านเริ่มถอย ประชาชนเริ่มเงียบ เพราะรู้ดีว่าการตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจอาจต้องแลกกับชีวิตทั้งอาชีพ

นี่คือการปิดปากที่ไม่ต้องใช้เผด็จการ เพียงใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือข่มขู่ ก็เพียงพอจะทำให้ความจริงถูกฝังใต้พรมในสมรภูมิของศาล ร.อ.ธรรมนัส อาจมีสิทธิ์ชนะได้ด้วยเหตุผลทางเทคนิค แต่บนเวทีสาธารณะที่ประชาชนคือผู้ตัดสิน ท่านกำลังสูญเสีย “ความเชื่อมั่น” ไปทีละชั้น เพราะในยุคที่ความจริงเปิดเผยได้ด้วยปลายนิ้ว

การพยายาม “ปิดปาก” มักจบลงด้วยการ “เปิดโปง” ยิ่งกว่าเดิมถ้าหากท่านมั่นใจในความสุจริต การตอบที่ดีที่สุดคือ ความจริงที่ชัดเจน ไม่ใช่การพยายาม “เบี่ยงประเด็น” เข้าสู่ห้องพิจารณาคดี การใช้กฎหมายอาจช่วยให้รอดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ชั่วคราว

แต่จะไม่มีวันช่วยให้ชนะ “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

แสดงความเห็น