

โดย “ดาบสองคม”
โรค “ปากพาจน” กำลังระบาดในหมู่นักการเมืองไทย โดยไม่เลือกข้าง ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็พากันติดโรคทั้งสภา
ฝั่งรัฐบาลเริ่มจาก นายกฯ ที่เจอคลิปเสียงคุยกับอังเคิ้ล จนศาลสั่งพักงาน บ้านเมืองกำลังร้อน กลับต้องเสียเวลาแก้วิกฤตที่ตัวเองก่อ แทนที่จะแก้ปากท้องให้ชาวบ้าน
ส่วนรองนายกฯ ก็ยังมีหน้าไปบอกว่า “ทหารเหยียบทุ่นระเบิดเป็นอุบัติเหตุ” …คำพูดที่เหมือนราดน้ำมันใส่กองไฟ
ฝั่งอดีตนายกฯ อย่าง ทักษิณ ก็ไม่รอด วาจาที่เคยให้สัมภาษณ์ต่างแดน วันนี้ย้อนกลับมาเป็นคดี ม.112 หลายกระทง ยืนยันได้ว่า “คำพูด ๆ แล้วไม่หายไปไหน” มันติดตัวข้ามยุคมาจนถึงทุกวันนี้
ขณะที่ฝ่ายค้านก็ปากพาจนไม่แพ้กัน สหัสวัต คุ้มคง ส.ส.พรรคประชาชน หลุดโพสต์ดูถูกกองทัพ ช่วงชายแดนเดือด สุดท้ายต้องออกมาขอโทษแบบเสียสุนัข
ส่วนเพื่อนร่วมพรรค นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ก็ไปเผลอหลุดคำว่า “กราบอะไรไม่รู้” กลางสภา จนสังคมกระหน่ำ ต้องรีบแก้ตัวอีกเหมือนกัน
แถมวาทะ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่ฝ่ายค้านเคยชูเล่น ๆ ก็ย้อนมากัดคอตัวเอง ในยามเสียงปืนลั่นชายแดน
ผลลัพธ์คือ นิด้าโพลสะท้อนชัด คนไทยกว่า 60% ไม่มั่นใจการทำงานของ ส.ส.ทั้งแผง
จนประชาชนมองสภาว่า เป็นเวทีโต้ปาก มากกว่าที่จะแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน
สมัยก่อน เมื่อรัฐบาลทำพลาด คนก็หันไปรอฝ่ายค้านในการเลือกตั้งรอบหน้า แต่ปีนี้ทั้งสองฝ่าย “ปากพาจน” แข่งกันจนโพลสะท้อนว่า คนไม่มั่นใจทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน
ประชาชนก็เลยได้แต่นั่งถามว่า แล้วเราจะพึ่งใคร?
ปัญหาวันนี้คือ นักการเมืองไทยใช้ปากเหมือนเด็กเล่นมีด กรีดไปเรื่อยไม่ดูทิศดูทาง บางคนแทงโดนตัวเองจนเลือดอาบแต่ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ที่หนักกว่านั้นคือ เลือดที่ไหลออกมา ไม่ได้หยดแค่บนตัวเขา แต่มันเปรอะเปื้อนศรัทธาของประชาชนทั้งประเทศ
ถึงวันนั้น นักการเมืองไม่ต้องกลัวคู่แข่งทางการเมืองหรอกครับ
แต่ควรกลัว ประชาชน…ที่เลิกเชื่อคำพูด แล้วตัดสินกันในวันเลือกตั้งแทน
แสดงความเห็น











