ม็อบไม่แคร์-ล้มแก้รธน. ยกใหม่ สู้ในเกมรายมาตรา

การนัดรวมตัวทำกิจกรรมทางการเมืองที่เป็นไปอย่างร้อนแรงของ “กลุ่มรีเดม” (REDEM) ที่บริเวณสนามหลวงและถนนราชดำเนินกลางเมื่อวันเสาร์ที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมบางส่วนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนเกิดเหตุวุ่นวายในช่วงการชุมนุม 

สิ่งหนึ่งที่พบเห็นก็คือ แนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบสามนิ้วดังกล่าว ประเด็นการเคลื่อนไหวหลัก ทั้งในช่วงการชุมนุมและในสังคมโซเชียลมีเดีย ที่เครือข่ายกลุ่มม็อบดังกล่าว มีการจัดตั้งขึ้น ข้อเรียกร้องหลักตอนนี้ เห็นได้ชัดว่า มุ่งไปที่สองเรื่องหลัก 

“ยกเลิก 112 และปล่อยเพื่อนเรา” 

ที่ก็คือการเรียกร้องให้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และเรียกร้องให้ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวแกนนำม็อบสามนิ้วที่ศาลไม่ให้ประกัน อาทิ พริษฐ์ ชิวารักษ์หรือเพนกวิน-อานนท์ นำภา -สมยศ พฤกษาเกษมสุข-รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล-ไผ่ ดาวดิน จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก ที่เกือบทั้งหมด ล้วนโดนฟ้องเอาผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และมาตรา 112 รวมอยู่ด้วย 

ทั้งที่เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมรัฐสภา เพิ่งลงมติ “คว่ำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ในวาระสาม โดยที่เรื่องการแก้ไขรธน. เคยเป็น หนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของการนัดชุมนุมทางการเมือง ที่เริ่มจากแฟลชม็อบตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร จากนั้น ก็ขยายมาเป็น การชุมนุมเปิดเวทีปราศรัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ จนกลายมาเป็นม็อบสามนิ้วที่เคลื่อนโดยแกนกลางคือ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม-กลุ่มเยาวชนปลดแอก

จนต่อมา เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงกลายเป็นหนึ่งในสามข้อเรียกร้องหลักของม็อบสามนิ้ว ส่วนอีกสองข้อคือ การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และการเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากนายกฯ 

ที่ใครต่อใคร ก็มองตรงกันว่า ข้อเรียกร้องหลัก ที่เป็นไปได้มากที่สุดและขับเคลื่อนแล้ว เห็นผลเป็นรูปธรรมในเวลาอันรวดเร็วก็คือ 

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” 

เห็นได้จากการที่ พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพลังประชารัฐ ยอมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 พร้อมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยประกบเข้าไปพร้อมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน และต่อมา รัฐสภา โหวตรับหลักการวาระแรก ในช่วง 18 พ.ย. 2563 ซึ่งตอนนั้นหากม็อบสามนิ้วกระแสไม่แรง คงยากที่พลังประชารัฐจะเอาด้วยกับแก้ไขรธน.ในสูตรให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ 

จนเมื่อทอดเวลาผ่านไป กระแสม็อบสามนิ้ว เริ่มแผ่ว ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ช่วงมีนาคม 2564 แม้กลุ่มแนวร่วมม็อบสามนิ้ว จะพยายามปลุกกระแสนัดชุมนุมอีกหลายรอบ แต่ก็ปลุกไม่ขึ้น กระแสไม่แรงเท่าเดิม 

เลยส่งผลให้ พลังประชารัฐและสมาชิกวุฒิสภาจับมือกันเดิมเกม “คว่ำร่างแก้ไขรธน.ในวาระสาม” อย่างที่เห็น โดยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวช่วยที่สำคัญ 

ที่แม้กองเชียร์แก้ไขรธน. อย่างพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะขู่ไว้ว่า หากร่างแก้ไขรธน.ไม่ผ่าน จะเป็นการ “โยนฟืนเข้ากองไฟ” ประชาชนจะลงถนน เพื่อประท้วง ส.ส.ฝ่ายค้าน บางราย ก็บอกว่า หากร่างแก้ไขรธน.ไม่ผ่าน โดนคว่ำ จะทำให้ม็อบกลับมาอีกรอบ 

ทว่าก็เห็นกันแล้ว แม้ร่างแก้ไขรธน. ไปได้ไกลแค่วาระสอง เพราะโดนเบรกจากศาลรัฐธรรมนูญและถูกตีตกโดยสมาชิกรัฐสภา ซึ่งสองกระบวนการดังกล่าว ในเวลารวมกันแล้วไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ แต่กระแสประชาชน ส่วนใหญ่ก็แค่ระบายความเห็นกันในโซเชียลมีเดีย และถึงตอนนี้ก็เริ่มซาแล้ว ขณะที่  ม็อบสามนิ้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมาก็ไม่ได้นำเรื่องการล้มการแก้ไขรธน.มาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด 

ดูจากหน้ากระดานการเมืองเวลานี้ ภายใต้เงื่อนไขกรอบเวลาที่เหลืออยู่ของสภาฯชุดนี้อีกประมาณสองปี ทำให้การจะไปแก้มาตรา 256 เพื่อตั้งสภาร่างรธน.มายกร่างรธน.ฉบับใหม่ ที่ใช้เวลาเนิ่นนานอาจกินเวลาร่วมสองปี อีกทั้งเสี่ยงที่จะโดนคว่ำอีกรอบ  ทำให้  พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงส.ว.เอง ต่างเห็นพ้องแล้วว่า หากจะแก้ไขรธน.คงต้องเปลี่ยนไปเดินในแนว

“แก้ไขรธน.รายมาตรา”

เป็นหลัก  ซึ่งจับทิศทางได้ในตอนนี้ว่าในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลสามพรรคคือ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา” ข่าวว่า คนในสามพรรคการเมืองดังกล่าว คุยกันแล้วนอกรอบ เห็นตรงกันหากจะแก้ไขรธน.รายมาตรา จะทำแค่ไม่กี่ประเด็นเท่านั้น เบื้องต้น มีการโยนหินถามทางออกมาจากสามพรรคดังกล่าวว่า อาจจะจับมือกันเสนอร่างแก้ไขรธน.รายมาตราในประเด็น เช่น เสนอให้แก้ไขมาตรา 256 เช่นเดิมแต่เป็นการแก้ไขในเรื่อง “เสียงโหวตเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ” ไม่ใช่แก้เพื่อตั้งส.ส.ร.แบบรอบที่แล้ว แต่แก้เพื่อสะเดาะกลอนให้กระบวนการแก้ไขรธน.ง่ายขึ้น เช่น “ลดจำนวนเสียงเห็นชอบในวาระแรก-วาระสาม” จากปัจจุบัน ที่ล็อกให้ต้องมีส.ว.เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 84 เสียงในวาระแรกและวาระสาม ก็จะมีการเสนอให้แก้เรื่องดังกล่าวออกไป เช่น ให้ใช้เสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง โดยตัดเรื่องเสียงส.ว.เห็นชอบไม่น้อยกว่า 1ใน 3  ออกไป 

 นอกจากนี้มีข่าวว่า ประชาธิปัตย์ ก็อาจเอาด้วยกับการเสนอแก้ มาตรา 272 ที่อยู่ในบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจ ส.ว.ชุดปัจจุบัน 250 คนที่มาจากคสช. สามารถโหวตเลือกนายกฯ ด้วยภายในช่วงห้าปีแรก ของอายุรัฐสภาชุดแรก 

กระนั้น ประเมินได้ว่า ทั้งสองประเด็นคือเรื่องเสียงโหวตการเห็นชอบการแก้ไขรธน.และการตัดอำนาจส.ว.ในการโหวตนายกฯ ยังไงก็คงเจอด่านหินคือ “เสียงสนับสนุนจากส.ว.” ที่อาจไม่เอาด้วย แม้แต่กับพรรคพลังประชารัฐเอง ก็อาจไม่หนุนอย่างเต็มที่ เพราะเท่ากับเป็นการลดอำนาจของส.ว. ที่ทางการเมืองเรียกกันว่า “พรรคสว.” ซึ่งมีถึง 250 เสียง ที่ส่วนใหญ่เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น และเป็นฐานการเมืองสำคัญให้กับพลเอกประยุทธ์ และพลังประชารัฐ ที่ยังใช้ประโยชน์ทางการเมืองได้อยู่ อย่างน้อยหากสภาฯอยู่ครบสี่ปีแล้วเลือกตั้ง ยังไงเสียงส.ว.ในการโหวตนายกฯ ก็ทำให้ พลังประชารัฐ ยังคุมความได้เปรียบในการโหวตและจัดตั้งรัฐบาล แม้ต่อให้ พลเอกประยุทธ์อาจวางมือทางการเมืองแล้วก็ตาม จึงทำให้เห็นได้ว่า ท่าทีของฝ่ายพลังประชารัฐเอง ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการแก้ไขรธน.เพื่อตัดอำนาจส.ว.โหวตนายกฯ แต่อย่างใด 

อย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน ..บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” ที่เป็นตัวขับเคลื่อนในเรื่องการแก้ไขรธน.ให้กับพลังประชารัฐ ก่อนหน้านี้ ก็แค่บอกว่า เตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในเรื่องการเพิ่มสิทธิเสรีภาพประชาชน เพิ่มสิทธิกระบวนการยุติธรรม-การให้ส.ส.ติดต่อหน่วยงานราชการได้ เป็นต้น ขณะที่เรื่อง “ระบบเลือกตั้ง” ที่มีบางพรรครัฐบาลต้องการให้แก้ไข ด้วยการกลับมาใช้ระบบเลือกตั้งสองใบ ไม่ใช่บัตรใบเดียวแบบปัจจุบัน รวมถึงข้อเสนอที่ต้องการให้แก้ไขพ.ร.บ.การเลือกตั้งส.ส. ฯ เพื่อตัดเรื่อง “การทำไพรมารีโหวต” ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วประเทศออกไป เพราะมีขั้นตอนยุ่งยากและใช้งบประมาณเยอะ ไม่เหมาะกับพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ก  พบว่าทางพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคใหญ่ของปีกรัฐบาล ยังไม่แสดงท่าทีใดๆ ในเรื่องเหล่านี้ออกมา 

ส่วนพรรคฝ่ายค้าน พบว่า อย่าง “เพื่อไทย” หลังเปิดสภาฯ มาเดือนพ.ค. ก็คงเคลื่อนไหวหนักเพื่อแก้ไขรธน.รายมาตรา โดยพบว่าท่าทีของเพื่อไทย คงเคลื่อนในสองประเด็นหลักคือ ตัดอำนาจส.ว.ในการโหวตนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ เป็นอำนาจของส.ส.เพียงฝ่ายเดียวและแก้ไขเรื่องระบบการเลือกตั้ง เพื่อให้กลับมาใช้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและบัตรเลือกตั้ง  2 ใบ 

เหตุที่เพื่อไทยต้องเคลื่อนไหวในสองประเด็นดังกล่าวเป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะเห็นกันแล้วว่าจากระบบการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่ใช้ระบบสัดส่วนผสมและบัตรเลือกตั้งใบเดียว ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียว จนพลาดโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล จึงทำให้เพื่อไทยก็ต้องขยับในเรื่องนี้เป็นหลัก 

ข่าวว่า ส.ส.เพื่อไทย ยังประเมินว่า เรื่องระบบเลือกตั้งส.ส. ถึงเวลาจริงๆ ส.ว. จำนวนหนึ่ง อาจต้านไม่มาก เพราะส.ว. อาจมองว่าเป็นเรื่องของส.ส.-พรรคการเมือง ส.ว.ไม่มีส่วนได้เสีย  แต่หากส.ว.จะต้านขึ้นมา ก็น่าจะเกิดจากได้รับสัญญาณบางอย่างให้ส.ว.ตั้งด่านสกัด เพื่อทำให้ พลังประชารัฐ ยังกุมความได้เปรียบในการเลือกตั้งไว้ได้อีก ก็อาจทำให้ส.ว. ก็อาจแสดงฤทธิ์เดชออกมาอีกครั้ง !

การแก้ไขรธน.รายมาตราหลังเปิดสภาฯ ดูแล้วคงเกิดขึ้นแน่นอน คงมีการวางหมาก สู้กันทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ทั้ง พรรครัฐบาล-พรรคฝ่ายค้านและส.ว. อย่างเข้มข้นอีกเช่นเดิม เพราะแต่ละฝ่าย ล้วนต้องการคุมเกมการแก้ไขรธน.รายมาตรา ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ฝ่ายตัวเองคุมความได้เปรียบและคงอำนาจการต่อรองทางการเมืองไว้ในมือให้ได้มากที่สุด 

การแก้ไขรธน.รายมาตรา หลังจากนี้ ฝ่ายที่จะเสนอแก้ไข ยังไง ก็ต้องฝ่าด่านหิน พอสมควร กว่าจะฝ่าไปได้แต่ละด่าน โดยไม่มีหลักประกันได้ว่า สุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่    

แสดงความเห็น