17 มี.ค.ลุยไฟหรือหลบฉาก โหวตวาระ 3 แก้รธน.

ประเมินสถานการณ์การประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 17-18 มี.ค. ที่ตามคิวมีระเบียบวาระสำคัญ คือการลงมติของสมาชิกรัฐสภา ส.ส.และส.ว.ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรธน. มาตรา 256 ในวาระสาม 

ถึงตอนนี้ เมื่อยังไม่มีความชัดเจน ยังหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ เพราะยังคงมีการ “ตีความ” ตามลายลักษณ์อักษรจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคำร้องคดีแก้ไขรธน.มาตรา 256 ที่ออกมาเมื่อ 11 มี.ค. ที่คำวินิจฉัย สาระสำคัญคือการที่ศาลชี้ว่า หากจะมีการแก้ไขรธน.เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีการทำ “ประชามติ” ถามประชาชนในฐานะผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ทั้งก่อนจะเสนอแก้รธน.และหลังมีการร่างรธน.ฉบับใหม่แล้ว 

แต่ปัญหาที่ยังถกเถียงกันอยู่ก็คือ ขั้นตอนที่ศาลรธน.ชี้ว่าต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารธน.ได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรธน.ฉบับใหม่หรือไม่”

ขั้นตอนดังกล่าว ต้องประชามติในช่วงไหน เพราะบางฝ่ายก็ตีความว่าให้หมายถึงช่วงหลังรัฐสภาโหวตเห็นชอบร่างแก้ไขรธน.วาระสามแล้ว ก็ส่งไปทำประชามติ โดยหากผลประชามติออกมาว่าประชาชนเห็นด้วย ให้แก้ไขรธน.ดังกล่าวได้ แล้วถึงค่อยให้ ประธานรัฐสภา นำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ แต่อีกฝ่ายก็เห็นว่า ต้องทำประชามติก่อนที่รัฐสภาจะเริ่มกระบวนการแก้ไขรธน.วาระแรกเลย ไม่ใช่มาทำหลังผ่านวาระสาม 

พบว่าฝ่ายสนับสนุนให้ลงมติวาระสาม อ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลรธน. สอดคล้องกับ มาตรา 256(8) ที่หากร่างแก้ไขรธน.ผ่านวาระสาม ต้องส่งไปทำประชามติก่อน ประธานรัฐสภา ยังไม่สามารถนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ ดังนั้น รัฐสภา จึงควรลุยต่อ ซึ่งกลุ่มนี้ พบว่าหลักๆ ก็คือพวกฝ่ายค้านและกองหนุน เช่น กลุ่มภาคประชาชนอย่าง ไอลอว์  โดยส่วนใหญ่ต้องการให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่า เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา ทั้งส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-ส.ว. จะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างแก้ไขรธน.มาตรา 256 หรือไม่ เพราะหากร่างรธน.จะตกไปในวาระสาม เพราะเสียงโหวตไม่ถึงเกณฑ์ ก็ยังดีกว่า ที่จะไม่ยอมโหวต ปล่อยให้ระเบียบวาระค้างอยู่ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่า รัฐสภา ไม่ยอมใช้อำนาจของตัวเอง เพราะกลัวจะโดนเอาผิด หลังมีบางกลุ่มจ้องจะยื่นถอดถอนเอาผิดตามพ.ร.บ.ป.ป.ช.ฯ หากมีใครลงมติในวาระสาม 

ในความชุลมุน และคลุมเครือ โดยเฉพาะถ้ายังไม่มีคำวินิจฉัยกลาง ของศาลรธน.ออกมา ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 17 มี.ค. เพื่อเป็นตัวช่วยการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา เลยทำให้ มีการคาดหมายกันว่า สุดท้าย อาจทำให้ ส.ส.-ส.ว. ใช้วิธี “งดออกเสียง” หากจะมีการเดินหน้าลุยโหวตวาระสามขึ้นมาจริงๆ เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้โดนเอาผิดได้ เพื่อที่ว่า หากสุดท้าย ในอนาคต หากเกิดศาลรธน.บอกว่า การทำประชามติ ต้องทำตั้งแต่ก่อน รัฐสภาจะเริ่มเข้าสู่การพิจารณาแก้ไขรธน.วาระแรก ไม่ใช่ทำประชามติตอนหลังร่างแก้ไขรธน.ผ่านวาระสาม ซึ่งถ้าออกมาแบบนี้ ก็อาจทำให้พวกที่ไปลงมติวาระสาม ไม่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ก็อาจถูกบางฝ่าย ไล่เช็คบิลย้อนหลังได้ 

การงดออกเสียง เลยทำให้ถูกมองว่า น่าจะมีส.ส.-ส.ว.หลายคน ใช้วิธีการนี้ โดยอ้างเหตุ คำวินิจฉัยของศาลรธน.ไม่ชัดเจน ตีความยาก 

ตามข่าวที่ได้ยินมา หลังเริ่มเปิดประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 17 มี.ค. เมื่อ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ที่มีระเบียบวาระเร่งด่วนเรื่องแรกคือ การลงมติร่างแก้ไขรธน.วาระสาม ที่เป็นขั้นตอนลงมติ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ไม่มีการอภิปรายใดๆ แล้ว 

โดยก่อนที่จะลงมติ ประธานรัฐสภา ก็จะแจ้งถึงหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่ส่งมติและคำวินิจฉัยของศาลรธน.ในคำร้องคดีแก้ไขรธน. ที่ออกมาเมื่อ 11 มี.ค. 

จากนั้น จะมีส.ส.ทั้งรัฐบาล-ฝ่ายค้านและส.ว. ขอลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็นกันหลายสิบคน ที่น่าจะใช้เวลาอภิปรายกันร่วมๆ 3-4 ชั่วโมง หากประธานรัฐสภา ไม่รวบรัดตัดบทเสียก่อน โดยมีการประเมินว่า  ความเห็นของส.ส.-ส.ว.ที่จะลุกขึ้นอภิปราย  ก็น่าจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ 

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่หนุนให้โหวตวาระสาม ด้วยการยกเหตุผลว่า คำวินิจฉัยของศาลรธน.ไม่ได้ชี้ชัดว่า โหวตวาระสามไม่ได้ อีกทั้งหากโหวตแล้วร่างฯ ผ่านความเห็นชอบก็ต้องส่งไปทำประชามติ ก็สอดคล้องกับคำตัดสินของศาลรธน.

กลุ่มที่สอง คือกลุ่มที่เห็นว่า ไม่ควรโหวตวาระสาม เพราะกระบวนการที่รัฐสภา ทำอยู่เป็นการข้ามขั้นตอน การทำประชามติ ต้องทำตั้งแต่ก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรธน.วาระแรก หากประชาชนเห็นชอบให้แก้รธน. เพื่อทำรธน.ฉบับใหม่  รัฐสภาถึงค่อยพิจารณาวาระหนึ่ง-วาระสองและวาระสาม แต่ตอนนี้ ที่จะโหวตวาระสาม จึงถือว่าข้ามขั้นตอน หากโหวตลงมติ โดยเฉพาะหากร่างผ่านวาระสาม แล้วส่งไปทำประชามติ ถือว่า เป็นการทำที่ขัดคำวินิจฉัยของศาลรธน. อาจถูกเอาผิด ยื่นถอดถอนได้ 

กลุ่มที่สาม เห็นว่า เมื่อยังไม่มีความชัดเจน  ก็ไม่ควรต้องพิจารณาใดๆ ควรรอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญก่อน แล้วถึงค่อยนัดประชุมโหวตวาระสามอีกที หรือจะรอเพื่อให้มีการไปทำประชามติ ก่อนก็ได้ แล้วเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาวาระอื่นๆเช่น ให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ไปก่อน 

จนสุดท้าย คาดว่า หลังมีสมาชิกอภิปรายกันหอมปากหอมคอแล้ว ประธานในที่ประชุม ก็คงจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะทำอย่างไร จะเดินหน้าลุยโหวตวาระสามไปเลยหรือไม่โหวต ปล่อยร่างฯค้างไว้ในระเบียบวาระเพื่อรอคำวินิจฉัยกลางหรือจะไปทำประชามติมาก่อน แล้วค่อยมาหารือกันอีกรอบ 

เมื่อดูท่าทีของส.ส.พรรครัฐบาล โดยเฉพาะ พลังประชารัฐ รวมถึง ส.ว. ที่มีข่าวว่า ส่วนใหญ่มองว่า เมื่อคำวินิจฉัยของศาลไม่ชัดเจน ก็ไม่ควรลงมติในวาระสาม 

ทำให้ หากฝ่ายพลังประชารัฐ -กลุ่มส.ว. เช็คเสียงกันจนแน่ใจแล้ว ก็มีสองทางเลือกให้ทำ คือ วิธีแรก ก็ให้ส.ส.-ส.ว.ร่วมลงมติเห็นด้วยให้โหวตวาระสาม แล้วพอลงมติวาระสาม ก็ให้ใช้วิธี “งดออกเสียงหรือไม่เข้าร่วมประชุม” เพื่อทำให้ร่างฯตกไปในวาระสาม จะได้จบปัญหา เพราะในวาระสาม หากส.ว.งดออกเสียงกันจำนวนหนึ่ง จนเสียงโหวตเห็นชอบด้วยไม่ถึง 1ใน 3 คือ 84 เสียง ร่างฯก็ตกวาระสามไปโดยปริยาย แล้วก็ไม่สามารถเอาผิดอะไรได้ เพราะไม่ได้โหวต แต่ “งดออกเสียง” 

และอีกแนวทางหนึ่งคือ พลังประชารัฐและส.ว. ก็ลงมติไม่เห็นด้วยให้โหวตวาระสามไปเลย หรือหากจะซอฟท์ลงหน่อย ก็ให้ใช้วิธี “งดออกเสียง” หากประธานที่ประชุม ถามมติว่า เห็นควรให้มีการโหวตวาระสามหรือไม่ ซึ่งหาก พลังประชารัฐ-ส.ว.จับมือกันแน่น เสียงก็เกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ จนทำให้ รัฐสภาไม่มีการโหวตวาระสาม ส่งผลให้ ร่างแก้ไขรธน. ก็ค้างอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการกลับมาพิจารณากันใหม่เมื่อโอกาสเหมาะสม 

แก้รธน.256 เพื่อหวังนำไปสู่การร่างรธน.ฉบับใหม่ ดูจากสถานการณ์เวลานี้ ยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะมีหลายด่านให้ฝ่าทะลวง หลายคนจึงเริ่มมอง สูตรที่มีความเป็นไปได้มากสุด นั่นก็คือเสนอแก้รธน.รายมาตรา