ปชป.-จุรินทร์ สะเทือนแพ้เลือกตั้ง “ธรรมนัส” รัศมีจับ แต่ระวัง!

ความพ่ายแพ้ของ “พรรคประชาธิปัตย์” ในสนามเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครศรีธรรมราชเขต 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ เอาชนะ พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ น้องชายของนายเทพไท เสนพงศ์ จนทำให้ ประชาธิปัตย์ สูญเสียฐานที่มั่นอีกหนึ่งเก้าอี้ในนครศรีธรรมราช แม้แพ้-ชนะ เป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่เมื่อเป็นความพ่ายแพ้ในสนามที่ประชาธิปัตย์เคยผูกขาดมายาวนาน โดยเฉพาะเอาแค่ช่วงหลังจาก ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ -วิทยา แก้วภราดัย ย้ายจากพรรคพลังธรรม มาอยู่กับประชาธิปัตย์ จากที่เคยสู้กับประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด ยกเว้น สุธรรม แสงประทุม ที่ปักหลักอยู่กับทักษิณ ชินวัตร แต่ย้ายไปลงส.ส.กทม.พลังธรรม โดยก่อนหน้านี้ ทั้งชำนิ-วิทยา-สุธรรม สามคน เคยเป็นสามทหารเสือยังเติร์กแดนสะตอ ของพรรคก้าวหน้า-พลังธรรม ที่สู้กับประชาธิปัตย์ได้แบบพอฟัดพอเหวี่ยง  แต่หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬฯ ปี 2535 กลุ่มชำนิ-วิทยา กับประชาธิปัตย์ จับมือกันเป็นหนึ่งเดียว 

นับแต่นั้น นครศรีธรรมราช ก็ผูกขาดโดยประชาธิปัตย์ พรรคเดียวมาตลอด ขนาดว่า กระแสทักษิณ-ไทยรักไทยแรงๆ ช่วงปี 2544-2548 ก็ยังเจาะ ที่นครศรีธรรมราช ไม่ได้ 

ก่อนที่ป้อมค่ายหลัก ฐานที่มั่น เมืองคอนฯ เริ่มสั่นคลอน จากผลการเลือกตั้งปี 2562 ที่ พลังประชารัฐ-กระแสลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แรงจริง ผนวกกับความเบื่อหน่ายของคนภาคใต้ ที่มีต่อประชาธิปัตย์ เลยทำให้ หลายจังหวัดเสาไฟฟ้า ประชาธิปัตย์ เลยล้มระเนระนาด อดีตส.ส. ประชาธิปัตย์หลายจังหวัดต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ ให้กับ พลังประชารัฐและภูมิใจไทย 

เลยทำให้ ก่อนหน้านี้ กองเชียร์ ประชาธิปัตย์ และคนในพรรค จึงคาดหวังไม่น้อยกับการขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ของ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ที่เป็นนักการเมืองแดนสะตอมาหลายสิบปี จากพังงา จะกอบกู้ กระแส ประชาธิปัตย์ในภาคใต้  ให้กลับคืนมาได้ 

เพราะคนในพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็หวั่นใจไม่น้อยว่า หลังพรรค สูญพันธ์ุส.ส.กทม.ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา จากที่เคยเป็นแชมป์ส.ส.กทม.มาหลายสมัย ถ้าหาก “ภาคใต้” ประชาธิปัตย์ กระแสพรรค ไม่กระเตื้องขึ้น แล้วพรรคคู่แข่งอย่าง พลังประชารัฐ-ภูมิใจไทย รุกคืบในพื้นที่ภาคใต้มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับที่โดนมาแล้วหลายจังหวัด เช่น พัทลุง-สตูล-ภูเก็ต-ระนอง-สงขลา-นครศรีธรรมราช 

มันก็มีความเสี่ยงสูง ที่ประชาธิปัตย์ อาจไม่เหลือฐานที่มั่นทางการเมืองไว้เป็นหลักอีกเลยในอนาคต หลังจากเสียฐานที่มั่นกรุงเทพมหานครไปแล้ว 

ดังนั้น ความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งซ่อมที่นครศรีธรรมราช ของประชาธิปัตย์ ในยุคที่ จุรินทร์ ขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคเต็มตัว และยังมีตำแหน่งใหญ่โตอย่าง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ แต่ก็ยังแพ้ให้กับ พลังประชารัฐ ทั้งที่ประชาธิปัตย์มีดีกรีเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม-มีการขนแกนนำทั้งระดับรัฐมนตรี-ส.ส.ภาคใต้-อดีตหัวหน้าพรรค อย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงมาช่วยหาเสียงเต็มอัตราศึก มีการวางแผนการหาเสียงกันแบบรัดกุม  แต่ก็ยังกุมชัยชนะไม่ได้ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ จุรินทร์ หัวหน้าพรรค-รองนายกฯ-รมว.พาณิชย์ เสียเครดิต ผู้นำพรรคสีฟ้า ประชาธิปัตย์ ไปเต็มๆ 

แม้ “จุรินทร์” จะอ้างว่า การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะพรรคได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นจากตอนเลือกตั้งปี 2562 มาถึงหนึ่งหมื่นกว่าคะแนน 

ข้ออ้างแบบนี้ ใครฟังก็ดูออก ว่าเป็นความพยายามกลบความพ่ายแพ้ของจุรินทร์ ที่ฟังไม่ขึ้น เพราะเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา มีหลายตัวแปรที่แตกต่างจากตอนเลือกตั้งปี 2562 เช่น รอบที่แล้ว ซึ่งเทพไทเอาชนะอาญาสิทธิ์  มีคนของภูมิใจไทยคือ ว่าที่  ร.ท.สนั่น พิบูลย์ ลงด้วย โดยมาอันดับสาม ได้ 15,490 คะแนน และยังมีจาก อนาคตใหม่ คือ นรินทร์ เหลือสม ที่ได้ 11,754  คะแนน แต่รอบนี้ ภูมิใจไทยไม่ส่ง เช่นเดียวกับที่ ผู้สมัครคนของพรรคเสรีรวมไทย ที่มาจากฝ่ายค้านพรรคเดียวที่ส่งลง แต่ก็แค่ไม้ประดับ ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคกล้า ก็ไม่มีฐานคะแนน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ คะแนนทั้งของ อาญาสิทธิ์จากพลังประชารัฐ และพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์  จากประชาธิปัตย์ คะแนนจึงต้องบวกเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว 

การที่ จุรินทร์ เอาเรื่องคะแนนเพิ่มขึ้นหมื่นคะแนนมากลบความพ่ายแพ้  จึงไม่ได้ทำให้ ความรู้สึกของสมาชิก-กองเชียร์ ที่เริ่มมีความไม่เชื่อมั่นต่อการเป็นผู้นำพรรคปชป.ของจุรินทร์ ลดน้อยลงไปแต่อย่างใด 

อย่างไรก็ตาม คาดว่า จุรินทร์ คงรู้ตัวดี ว่าหลังจากนี้ จะต้องปรับปรุงการทำงานของตัวเองและพรรคต่อไปอย่างไร โดยเฉพาะหากมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร แทน ชุมพล จุลใส และสงขลา แทน ถาวร เสนเนียม ในอนาคต หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ทั้งสองคนหลุดจากตำแหน่ง จากผลพวงคดี กปปส. ซึ่งหาก ประชาธิปัตย์ ไม่สามารถรักษาพื้นที่เดิมไว้ได้ 

“ประชาธิปัตย์-จุรินทร์” ก็อาการโคม่า ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี แน่นอน!

และเมื่อมองไปยังฝ่ายผู้ชนะ “พรรคพลังประชารัฐ” ก็เห็นบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งรัศมีการเมือง นับวันยิ่งไม่ธรรมดา นั่นก็คือ “ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯและรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” ที่ชิง “ประกาศชัยชนะ” ผ่าน “ข่าวพรรคพลังประชารัฐ” ที่ส่งในกลุ่มไลน์นักข่าวประจำพรรคพลังประชารัฐ ทั้งที่ การนับคะแนนยังไม่แล้วเสร็จครบทุกหน่วย อันแสดงให้เห็นถึง ความไม่ธรรมดาของ ธรรมนัส ในฐานะ “ผอ.เลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช” ของพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นอีกหนึ่งครั้งซึ่ง เขาทำผลงานได้ตามเป้าหมาย ที่บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ สั่งการ ว่าศึกนี้ แพ้ไม่ได้ ต้องชนะสถานเดียว แล้ว ธรรมนัส ก็ไม่ทำให้ บิ๊กป้อม ผิดหวัง เพราะลงไปคุมพื้นที่เลือกตั้งเต็มตัว วางแผนบัญชาการการหาเสียงทุกขั้นตอนร่วมกับส.ส.ภาคใต้ของพลังประชารัฐ จนเอาชนะ ประชาธิปัตย์มาได้ 

หลังก่อนหน้านี้ ธรรมนัส ก็เป็นหัวเรือใหญ่ คุมการเลือกตั้งซ่อมให้กับพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งซ่อมบางแห่ง เช่น ที่ ขอนแก่น หรือกำแพงเพชร-สมุทรปราการ  ที่ไปช่วยห่างๆ จนทำให้พรรคชนะลอยลำมาแล้ว 

ท่ามกลางข่าวว่า เวลานี้ ส.ส.ภาคใต้ พลังประชารัฐ ที่แบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มด้ามขวานกับกลุ่มใต้ใหม่ ร่วม 13 คน ต่างอยู่ภายใต้การดูแลของ ธรรมนัส เกือบหมดแล้ว หลังก่อนหน้านี้ ธรรมนัส ดูแลส.ส.ภาคใต้ของพรรคแค่ประมาณ 5-6 คนแต่เวลานี้เกือบทั้งหมด ขอขึ้นตรงกับ ธรรมนัส หลังประทับใจ “ความใจถึง-พึ่งได้-พี่มีแต่ให้” 

ทำให้ “กลุ่มธรรมนัส”ในพลังประชารัฐ นับวันยิ่งสยายปีก จากแค่ภาคเหนือตอนบน-ภาคเหนือตอนล่างบางจังหวัด-ภาคกลางและภาคตะวันออกบางจังหวัด มาตอนนี้ กลุ่มธรรมนัส ก็ได้กลุ่มภาคใต้ร่วม 14 เสียง เข้ามาเติมความแข็งแกร่ง ทำให้กลุ่มธรรมนัส นับวันยิ่งสยายปีกมีอำนาจการต่อรองในพลังประชารัฐมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีกระแสข่าว บางกลุ่มการเมืองในพลังประชารัฐ เริ่มชักเขม่นๆแล้ว เพราะเกรงว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไป อาจทำให้ กลุ่มธรรมนัส กลายเป็นกลุ่มใหญ่มีอำนาจต่อรอง วางเกมทุกอย่างในพลังประชารัฐและรัฐบาล จนเริ่มมีเสียงพูดกันในกลุ่มส.ส.พลังประชารัฐแล้วว่า ธรรมนัส คือเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐตัวจริง  จนหลายกลุ่มในพลังประชารัฐ กำลังจับตามองกลุ่มธรรมนัส อย่างไม่กระพริบตา หลังเริ่มมีสัญญาณพิเศษอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นกับ ธรรมนัส เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา 

มองดูแล้ว เส้นทางการเมืองของ ธรรมนัส ที่โดนคู่แข่งพรรคการเมืองอื่นอย่าง เพื่อไทย ก็ไม่พอใจ ที่ธรรมนัส สยายปีกในภาคเหนือมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บารมีของ ทักษิณ ชินวัตร-เจ๊แดง เยาวภา ชินวัตร ในภาคเหนือกำลังถูก ธรรมนัส ท้าทาย ขณะเดียวกัน ในภาคใต้ ประชาธิปัตย์ ก็เริ่มจับตามอง ธรรมนัส มากขึ้น หลังแพ้เลือกตั้งซ่อมที่นครศรีธรรมราช  เพราะคงเริ่มเห็นแล้วว่า ด้วยบุคลิก “ใจถึง-พึ่งได้-กล้าได้กล้าเสีย” แบบ ธรรมนัส หากปล่อยให้เขามีบทบาทในพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้มากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดีกับประชาธิปัตย์ในระยะยาวแน่นอน เพราะเสี่ยงจะเสียพื้นที่ในภาคใต้มากขึ้นเรื่อยๆ 

คำกล่าวที่ว่า “หากเด่นจะเป็นภัย” ไม่แน่ หลังจากนี้ อาจนำมาใช้กับ ธรรมนัส ก็ได้ หลังเริ่มมีกระแส คนในพลังประชารัฐด้วยกันเอง ก็เริ่มคิดจะเตะตัดขา ไม่ให้มีอำนาจมากไปกว่านี้ ขณะที่นอกพรรคตัวเอง ทั้ง เพื่อไทย -ประชาธิปัตย์ ก็อาจถึงเวลาต้องขบคิดวางแผนสกัด ธรรมนัส เช่นกัน 

ไม่แน่ เผลอๆ “พี่น้อง3ป.” เอง ก็เถอะ คิดหรือว่า อยากให้ ธรรมนัส มีอำนาจในพลังประชารัฐและรัฐบาลมากเกินไป จนควบคุมไม่ได้ เพราะหากวันใด กลุ่มธรรมนัส  ไม่ได้อย่างที่ต้องการ “3 ป.” ก็คงหวั่น ธรรมนัสกับพวก จะพยศการเมืองขึ้นมา  การบาลานซ์อำนาจ กลุ่มธรรมนัส ในพลังประชารัฐและรัฐบาล จาก พี่น้อง 3 ป. จึงอาจเกิดขึ้นในเร็วๆนี้