เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล กปปส.กลืนเลือดเพื่อ 3 ป.?

ปฏิกิริยาความเห็นแนววิเคราะห์ทางการเมืองกับผลคำตัดสินของศาลอาญาในคดีอดีตแกนนำกปปส. ถูกฟ้องเป็นจำเลยหลายข้อหาเมื่อกลางสัปดห์ที่ผ่านมา จนมีผลทำให้ 3 รัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่ง -ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมแทนอดีตแกนนำกปปส. ที่โดนตัดสิทธิ์การเมืองเช่น ชุมพล จุลใส อดีตส.ส.ชุมพร ประชาธิปัตย์ 

หากประมวลความเห็น-ความรู้สึกของ ทั้งจากกองเชียร์กปปส.ที่จำนวนมากก็คือกองเชียร์รัฐบาลบิ๊กตู่ด้วย -กลุ่มกองเชียร์แนวร่วมม็อบสามนิ้ว ที่ปรากฏในโลกโซเชียลมีเดีย ตลอดจนวงวิเคราะห์การเมืองหลายวง สุ้มเสียงความรู้สึก ที่ออกมา กับผลคำตัดสินคดีกปปส. จับกระแสได้ว่า แยกออกเป็น 4 กลุ่มแนวคิด 

1.มองว่าเป็นเรื่องของคดีความ ที่ศาลตัดสินไปตามเนื้อผ้าจากผลการสืบพยานโจทก์-พยานจำเลย และพยานแวดล้อมต่างๆ ทางคดี ไม่ได้มีเรื่องของการเมืองใด ๆมาเกี่ยวข้อง 

โดยมีการยกประเด็นมาสนับสนุนว่า หากดูจากคำตัดสิน จะเห็นได้ว่า ศาลไม่ได้มีการตัดสินแบบเหมาเข่งเหมือนกับการทำสำนวนส่งศาลของกรมสอบสวนคดีพิเศษและอัยการ เพราะจำเลยคนใดที่ศาลเห็นว่าไม่ได้มีพฤติการณ์ตามคำฟ้อง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามคำฟ้อง แม้อาจจะไปร่วมเคลื่อนไหวขึ้นเวทีกับกปปส. แต่ไม่ได้ไปร่วมปิดหรือบุกรุกสถานที่ราชการ ไปขัดขวางการเลือกตั้ง ศาลก็ยกฟ้อง 

เพราะแม้แต่เป็นระดับแกนนำเองอย่าง “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง ประชาธิปัตย์” ที่ตอนนั้นมีนิคเนม “ผู้ใหญ่สาทิตย์” บนเวทีกปปส. ขณะที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เรียกกัน “ลุงกำนัน” แต่ สาทิตย์ ไม่ได้ไปร่วมเป็นหัวหน้าทีมยกพลไปปิดล้อมหรือยึดสถานที่ราชการ เช่น ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย หรือไปขัดขวางปิดหน่วยเลือกตั้ง ทำให้ศาลก็ตัดสินยกฟ้อง สาทิตย์    หรือบางข้อหาตามคำฟ้อง เช่น ที่อัยการฟ้องในความผิดฐานกบฏและก่อการร้าย  ศาลก็ยกฟ้อง แต่ศาลอาญาก็ไปตัดสินลงโทษในความผิดข้อหาอื่น ที่ชัดเจนกว่า เช่น กรณีขัดขวางการเลือกตั้ง 

2.มองว่า ผลแห่งคดีดังกล่าว เป็นเรื่องของยุทธการ “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล”

ซึ่งคนที่สร้างกระแสนี้และถูกพูดถึงมากสุดก็คือ “สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง” ที่ระบุตอนหนึ่งในช่วงการจัดรายการ  SONDHI TALKเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ตอนนี้ เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อฟ้ากปปส. หลายคนมีโทษทางคดีความ ผ่านการติดคุกกันหมด ต่อไปก็เป็นคิวของแกนนำม็อบสามนิ้วบ้างแล้วหลังจากนี้ พร้อมกับระบุว่า ไม่รู้ว่ามีใครออกแบบเรื่องนี้ ที่ทำให้ทุกกลุ่มโดนเหมือนกันหมด แต่เป็นสิ่งที่ไปเข้าทาง “พี่น้อง 3 ป.” มากที่สุด 

การที่ ฝ่ายสนธิ-อดีตแกนนำเสื้อเหลือง พยายามสื่อสารทำนอง “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล?” แม้ไม่บอกตรงๆ แต่ก็ตีความได้ไม่ยากว่า เหมือนกับสนธิ ต้องการสื่อว่า คนที่เกี่ยวข้องกับ กปปส. อย่างนายสุเทพ ร่วมวางแผนกับ พลเอกประยุทธ์ ตอนเป็นผบ.ทบ.  เพื่อโค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่สุดท้าย พอ 3 ป.มีอำนาจยาวนาน ก็ไม่สนใจกับกลุ่มกปปส. อีกต่อไป ทำให้ สนธิ มองว่า กปปส. ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกหลอก พร้อมกับระบุว่า ก่อนหน้านี้ ตนเองเคยโดนหลอกใช้มาแล้ว เลยไม่ยอมให้หลอกอีกต่อไปเลยไม่ไปร่วมกับกปปส.  

อันพบว่า มุมนี้เอง ฝ่ายกองเชียร์กปปส.หลายกลุ่ม ก็เห็นด้วยกับมุมนี้ ว่า แกนนำกปปส.ต้องกลืนเลือด เพราะแม้บางคน เช่น ณัฏฐพล-พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ -ถาวร เสนเนียม จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี มีตำแหน่งในรัฐบาล แต่สิ่งที่ได้มาในช่วงสองปีของการเป็นรัฐมนตรี กับการอยู่ในอำนาจอันยาวนานของ 3 ป. ร่วม 7 ปีเข้าไปแล้ว ถือว่า 3 ป. ได้มากกว่า กปปส.เยอะ โดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไร โดยเฉพาะไม่ต้องมีปัญหาเรื่องคดีความอย่างที่แกนนำกปปส.ต้องเจอกันเวลานี้ 

3.เชื่อว่าเป็นเรื่องของทฤษฏีสมคบคิด เพื่อให้มีผลไปถึงม็อบสามนิ้ว โดยแกนนำกปปส. ก็พร้อมยอมรับเพราะเชื่อว่านักรบต้องมีบาดแผล 

กลุ่มที่มีแนววิเคราะห์ไปในสูตรนี้ พบว่า ส่วนใหญ่คือกองเชียร์ ม็อบสามนิ้ว-กลุ่มชิงชังกปปส.และรัฐบาลบิ๊กตู่ 

แนวคิดของกลุ่มนี้ โทนหลักคือมองว่า มีการสมคบคิดกันทางการเมือง เพื่อให้ผลแห่งคดีกปปส.ออกมาแนวว่า ศาลยุติธรรม ตัดสินคดีการเมืองแบบเท่าเทียมกันหมด จะเป็นรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี เป็นส.ส. เป็นนักการเมืองระดับพันล้าน แต่เมื่อมาเคลื่อนไหวการเมืองบนท้องถนน โดนฟ้องว่าทำผิดกฎหมาย ก็โดนตัดสินว่ามีความผิด มีโทษจำคุก และที่สำคัญ ต้องผ่านการถูก “จองจำ” แม้จะแค่ไม่กี่คืน และต้องหลุดจากการเป็นรัฐมนตรีและส.ส. โดยหลายคนเป็นระดับ หัวแถวของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายตรงข้ามม็อบสามนิ้ว มันก็ทำให้ นับจากนี้ คนที่คิดจะทำการเมืองบนท้องถนนต้องทำใจแล้วว่า มีโอกาสโดนเอาผิดโดนฟ้องเป็นจำเลยและที่สำคัญเสี่ยงติดคุกได้เช่นกัน หากเคลื่อนไหวในประเด็นที่ล่อแหลมและโดนฟ้องข้อหาหนัก 

เมื่อเป็นเช่นนี้ “กลุ่มแกนนำ-แนวร่วมม็อบสามนิ้ว” ที่หลายคนโดนเอาผิด-ฟ้องคดีกันด้วยข้อหาหนักหน่วงโดยเฉพาะความผิดตามมาตรา 112 และ 116  โดยแกนนำหลายคนโดนดำเนินคดี และศาลอนุญาตให้ปล่อยตัว โดยกำชับห้ามเคลื่อนไหวทำผิดลักษณะเดียวกันอีก แต่แกนนำหลายคนก็ไม่ยอมทำตาม ยังออกไปเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ ไม่สนใจคำสั่งศาล จนมีคดีความเพิ่มขึ้น ทำให้แกนนำบางคนหลังโดนอัยการฟ้องคดีแล้ว ศาลก็ไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราวมาหลายสัปดาห์แล้ว เช่น อานนท์ นำภา-พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน    

และที่กำลังต้องลุ้นหนักก็คือ กลุ่มแกนนำม็อบสามนิ้ว อย่าง “ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล-รุ้ง”-“จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา-ไผ่ ดาวดิน” – “ภาณุพงศ์ จาดนอก-ไมค์” ที่อัยการนัดฟังคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง 18 แกนนำ-แนวร่วมม็อบราษฎรในคดีชุมนุม เมื่อ 19 ก.ย. 2563 ที่ท้องสนามหลวง ที่อัยการนัด 8 มี.ค.นี้ ซึ่งแกนนำสามนิ้วบางคน ก็มีเสียวว่าอาจไม่ได้รับการประกันตัวเหมือนอย่าง เพนกวิน ก็เป็นไปได้ หลังเห็นคนระดับรัฐมนตรียังต้องนอนคุก ต้องลุ้นประกันตัวถึงสองคืน 

คนกลุ่มดังกล่าว จึงมองคดีกปปส.ว่า อาจเป็นเรื่องของการส่งสัญญาณบางอย่างถึงแกนนำม็อบสามนิ้ว ให้ระวังตัว ลดความฮึกเหิม เพื่อที่เวลามีคดีไปถึงศาล จะได้มีโอกาสได้รับการประกัน เพราะแกนนำม็อบสามนิ้วหลายคน ที่ผ่านมาก็ฝ่าฝืนคำสั่งศาลยังไปร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้ง จนเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการประกันตัวในรอบต่อๆไปนับจากนี้ 

4.กลุ่มชนชั้นนำบางกลุ่ม ไม่ต้องการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง มีม็อบเกิดขึ้นอีกแล้ว 

โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวบนท้องถนน เลยต้องการให้ทุกกลุ่มโดนหมด จะได้เข็ดหลาบ ไม่ถูกมองว่ามีการเลือกปฏิบัติ พวกอดีตกปปส.ก็เลย ต้องรับชะตากรรมอย่างที่เห็น และอดีตแกนนำกปปส. บางคน ก็อาจรู้อยู่แล้วว่า ผลแห่งคดีอาจออกมาแบบนี้ อาจต้องยอมไปนอนในเรือนจำสัก 1-2 คืน เพื่อให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจังกับการทำให้บ้านเมืองเรียบร้อยมีม็อบน้อยที่สุด อันเป็นไปตามความต้องการของชนชั้นนำบางกลุ่มที่ต้องการจัดระเบียบบ้านเมือง หากใครล้ำเส้น ก็ต้องถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด ให้แกนนำมีชนักติดหลังกันไป จนสุดท้ายม็อบทั้งหลายก็จะฝ่อไปเอง 

อย่างไรก็ตาม แม้ผลแห่งคดี กปปส. ที่ระดับบิ๊กๆ ในฝ่ายขั้วอำนาจปีกรัฐบาล ยังโดนสอยร่วง จะทำให้ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ หลายคน สะดุ้ง และอาจต้องคิดหนักหากคิดจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับ ม็อบบนถนน     แต่ก็เชื่อได้ว่า การเมืองไทยกับม็อบบนถนน จะยังคงอยู่ต่อไป  โดยเฉพาะพวกที่พร้อมจะเป็นแกนนำม็อบ ก็คงมีออกมาเรื่อยๆ จากรุ่นต่อรุ่น  แม้รู้ดีว่าต้องเสี่ยงกับปัญหาคดีความตามมา แต่ก็พร้อม เพราะมีความเชื่อที่ว่า 

“นักรบต้องมีบาดแผล”