เอฟเฟกต์หลังจบศึกซักฟอก แผนเดินเกมลึก กลุ่มก๊วน พปชร.

หลังจบศึกซักฟอกไปเมื่อวันเสาร์ที่ 20 ก.พ. ผ่านมา กับผลการลงมติออกเสียงไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจ ที่ผลออกมา ว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ได้คะแนนเสียงไว้วางใจมากที่สุด ในรายชื่อ 10 รัฐมนตรีที่โดนซักฟอก คือได้เสียง ไม่ไว้วางใจ 201 เสียง-ไว้วางใจ 275 เสียงและ งดออกเสียง 6 เสียง โดยได้เสียงไว้วางใจมากกว่า หัวหน้ารัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมเสียอีก เพราะบิ๊กตู่ ได้เพียง 272 เสียง 

ขณะที่บ๊วยสุด เป็นไปตามคาด “เสมาฯ 1 – ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากพรรคพลังประชารัฐ” ได้คะแนนไว้วางใจ 258 เสียง -ไม่ไว้วางใจ 215เสียง  งดออกเสียง 8 เสียง โดยพบว่าสาเหตุที่ได้คะแนนน้อยเป็นเพราะ โดนพิษจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคเล็ก รวมตัวกันไม่โหวตไว้วางใจให้

พบว่า ในส่วนของ ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย-พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค พรรคไทรักธรรม-พิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธรรมไทย-พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย และ ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด 6 คนได้ลงมติไม่ไว้วางใจ ขณะที่  คฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล จากพรรคพลังไทยรักไทย, น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ พรรคพลเมืองไทย- นพ.ระวี มาศฉมาดล พรรคพลังธรรมใหม่ -ยรรยงก์ ถนอมพิชัยธำรง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย รวมถึงสองส.ส.ประชาธิปัตย์คือ  พนิต วิกิตเศรษฐ์และอันวาร์ สาและ ยังไว้หน้าให้บ้าง แค่งดออกเสียง 

หากดูจากคะแนนไว้วางใจในส่วนของรัฐมนตรีสายพลังประชารัฐ มาเทียบกัน จะพบว่ามีคนที่ได้สูงสุด มีสองคนเท่ากันคือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ที่ได้เสียงไว้วางใจ 274 เสียง เท่ากับว่า “ณัฏฐพล” ที่มาจากพลังประชารัฐเช่นกัน มีคะแนนไว้วางใจตามหลังถึง 16 คะแนน !

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า ช่วงหนึ่งสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันโหวตเสียง ณัฏฐพล เดินสายเคลียร์กับแกนนำ-ส.ส. พลังประชารัฐหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกับบิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หลายรอบ เพื่อขอให้ กำชับให้เสียงโหวตไว้วางใจตัวเองเท่ากับรัฐมนตรีคนอื่น  หลังมีข่าว จะโดนส.ส.พลังประชารัฐ แทงหลัง เพื่อทำให้เสียงโหวตไว้วางใจได้น้อยสุด จนมีผลต่อการปรับครม. คือ ปรับ  ณัฏฐพล  ออกจากตำแหน่ง หรือไม่ก็ยึดโควตารัฐมนตรีของกลุ่ม ณัฏฐพล ที่มีสองเก้าอี้ คือรมว.ศึกษาธิการกับรมว.ดิจิทัลฯของพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ คืนมาหนึ่งเก้าอี้  ต่อมา มีข่าวว่า ณัฏฐพล  มั่นใจว่า คุยกับทุกกลุ่มในพลังประชารัฐคนเข้าใจหมดแล้ว 

แต่ก็อย่างที่เห็น ณัฏฐพล คงพลาดที่ไม่ได้ไปเดินสายคุยกับ พรรคเล็กในรัฐบาล เพื่อขอเสียงหนุนไว้วางใจ เพราะอาจคิดว่า คงไม่มีปัญหา แกนนำพรรคพลังประชารัฐ คนอื่นๆ ที่เป็นตัวดีลกับพรรคเล็ก คงคุยไว้แล้ว พอ ณัฏฐพล  เดินเกมพลาด เก็บงานการเมืองไม่ละเอียด ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็น กลายเป็นรัฐมนตรีที่คะแนนมาบ๊วยสุด จนเสียเครดิตไปไม่ใช่น้อย 

ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตทางการเมืองว่า เพวกพรรคเล็กในรัฐบาล ที่ลงมติไม่ไว้วางใจและงดออกเสียงกรณีของ ณัฏฐพล หลายคนสนิทกับ ธรรมนัส พรหมเผ่ามาก เพราะที่ผ่านมาในพลังประชารัฐ ต่างก็รู้กันดีว่า ธรรมนัส คือคนที่บิ๊กป้อม สั่งให้ไปดูแลพรรคเล็กมาตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาล จนเกิดตำนาน “ลิงกินกล้วย” แต่มาครั้งนี้ พรรคเล็ก กลับแหกโผ กับ ณัฏฐพล คนเดียว ทั้งที่รัฐมนตรีบางคนก็ชี้แจงข้อกล่าวหาฝ่ายค้านไม่ได้ แต่ทำไม เลือกที่จะทำให้ คะแนนของ ณัฏฐพล  ได้น้อยที่สุด 

บางคนโยงไปว่า หากจำกันได้ ก่อนหน้านี้ ก็เคยมีกระแสข่าว ความระหองระแหง ระหว่าง ณัฏฐพล กับ ส.ส.ในกลุ่มธรรมนัส ปรากฏออกมาให้เห็นเป็นระยะ เช่น เรื่องการบริหารงานในกระทรวงศึกษาธิการบางอย่าง ที่ไม่ตอบสนองนักการเมืองบางคนในพรรค หรือกรณี การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่กลุ่ม ณัฏฐพล  คัดค้านกลางที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ไม่ให้พรรคส่งคนลงแข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำให้ส.ส.หลายกลุ่มไม่พอใจ กลุ่มของ ณัฏฐพล  อย่างมาก จนกระทั่งต่อมา พลังประชารัฐ ก็มีมติส่งคนลงเลือกตั้งซ่อม  โดยมีการมอบหมายให้ ธรรมนัส เป็นหัวหน้าทีมคุมการเลือกตั้งซ่อมที่นครศรีธรรมราช อย่างไม่เป็นทางการ และมีข่าวว่า ธรรมนัส กำลังตามจีบอย่างหนัก ให้ส.ส.ภาคใต้ทั้งหมดร่วม 13 คน  มาเป็นส.ส.ในปีกของตัวเอง เพื่อเพิ่มบารมีให้ตัวเอง โดยมีข่าวว่าส.ส.ภาคใต้ หลายคนก็ไปอยู่กับกลุ่มธรรมนัสเรียบร้อยแล้ว 

เมื่อผลการออกเสียงออกมาอย่างที่เห็น คือ ณัฏฐพล  ได้คะแนนไว้วางใจน้อยสุด เพราะโดนพรรคเล็กที่สนิทกับ กลุ่มธรรมนัส ดัดหลัง โดย ธรรมนัส ที่คนเคยคิดว่าจะได้คะแนนไว้วางใจน้อย แต่กลับได้เท่ากับ บิ๊กป้อมและได้มากกว่า บิ๊กตู่ 

สิ่งที่เห็น ทำให้แวดวงการเมือง วิจารณ์กันหนาหูว่า เสียงโหวตที่ออกมา มีการวางจังหวะเดินทางการเมืองที่ล้ำลึก และคนที่เจ็บสุด คงไม่พ้น ณัฏฐพล เพราะทำให้ เก้าอี้ เสมาฯ 1 โยกคลอนได้ยามเมื่อกระแสปรับครม.มาถึง 

ถึงแม้ที่ผ่านมา แกนนำรัฐบาลทั้ง พลเอกประยุทธ์ -พลเอกประวิตร ผู้จัดการรัฐบาล รวมถึง อนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะยืนกราน ไม่มีการปรับครม.หลังจบศึกซักฟอก 

กระนั้น กระแสข่าวที่ออกมาเป็นระยะจากคนในพลังประชารัฐ  ยืนยันได้ว่า มีการเคลื่อนไหวในพลังประชารัฐ เพื่อหวังผลเรื่อง “ปรับครม.”เกิดขึ้นจริง โดยช่วงสองสัปดาห์ก่อนศึกซักฟอก มีข่าวว่า ส.ส.พลังประชารัฐบางกลุ่ม หวังผลให้ใช้ศึกซักฟอก เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งให้มีการปรับครม. เร็วก่อนกำหนด เพราะถึงเวลานี้  หลายกลุ่มการเมืองในพลังประชารัฐ  ที่ยังไม่ได้โควตารัฐมนตรี ก็อยากให้มีการปรับครม.เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังหาโอกาสเคลื่อนไหวไม่ได้ 

ข่าวบางกระแสจากพลังประชารัฐ บอกว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา  หลายกลุ่มก๊วนในพลังประชารัฐ มีการนัดหมายไปนั่งกินหูฉลามกันหลายวงที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัล รัชดา และโรงแรมเซ็นทรัล ลาดพร้าว เพื่อหารือเรื่อง จังหวะการเคลื่อนไหวปรับครม. 

กระแสข่าวระบุว่า บางวงหารือ ได้ข้อสรุปว่า ยังไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหวเรื่องปรับครม.ตอนนี้ เพราะเกรงใจบิ๊กตู่ ที่รับศึกหนักเรื่องโควิดฯ ไม่อยากให้รัฐบาลมีแรงกระเพื่อม อยากให้การเมืองนิ่งๆก่อน เช่น หลังสภาฯ ปิดเดือนกุมภาพันธ์ แล้วรอดูจังหวะอีกที เช่น หากพลังประชารัฐ ชนะเลือกตั้งซ่อมที่นครศรีธรรมราช วันที่ 7 มีนาคม  จนทำให้ กลุ่มภาคใต้ ได้ส.ส.เพิ่มขึ้นมาเป็นสัก 14 คน แบบนี้ ก็ทำให้ที่กลุ่มภาคใต้ ซึ่งยังไม่ได้โควตารัฐมนตรี ก็มีความชอบธรรมที่จะเคลื่อนไหวเรื่อง ปรับครม. ได้โดยส.ส.ในกลุ่ม เคยคุยกันว่า หากมีจังหวะดีๆ อาจพร้อมใจกันยกทีมไปคุยกับพลเอกประวิตร เพื่อทวงสัญญาใจที่เคยให้ไว้ว่าจะให้โควตาภาคใต้หนึ่งเก้าอี้ ตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาล  

ส่วนกระแสข่าว มีรัฐมนตรีในสายพลังประชารัฐบางคน ก็ต้องการอัพเกรดตัวเอง จากรัฐมนตรีช่วยฯ ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ เรื่องนี้ก็พบว่ามีอยู่จริง โดยมีบางคน กำลังเดินสายสร้างขุมกำลังกับส.ส.หลายจังหวัดเพื่อดึงมาเป็นพวกเพื่อหวังเก้าอี้ใหญ่ขึ้นในการปรับครม. ซึ่งเรื่องนี้ พลเอกประยุทธ์และพลเอกประวิตร ก็ทราบข่าวแล้ว และกำลังจับตาดูอยู่ เพราะทั้งสองคน ก็ไม่อยากให้มีใครในพลังประชารัฐ มีอำนาจการต่อรองมากเกินไป จนคุมไม่ได้ เพราะเกรงจะมีปัญหาภายหลัง หากไม่ได้อย่างที่ต้องการ 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อศึกซักฟอกจบแล้ว โดยรัฐบาลบิ๊กตู่ ผ่านไปได้แบบฉลุย ขณะที่ม็อบสามนิ้ว ก็ขาลงสุดขีด ทำให้ ปีนี้ รัฐบาลน่าจะอยู่ได้ยาวตลอดทั้งปี เมื่อเป็นแบบนี้ กลุ่มการเมืองต่างๆ ในพลังประชารัฐ  ที่อยากให้มีการปรับครม. คงกำลังหาจังหวะ เหมาะๆ เพื่อรอเคลื่อนไหว 

แม้จะรู้ดีว่า หากบิ๊กตู่-บิ๊กป้อม ไม่เอาด้วย ก็ยากจะสำเร็จ แต่ก็ยังดีกว่า อยู่เฉยๆ ไม่ขยับอะไร