พิมพ์เขียวแก้รธน. ตั้งสภาร่างฯ เปิดทาง “บิ๊กตู่” อยู่ยาว

ในที่สุดหลังใช้เวลาร่วมสองเดือนกว่า นับแต่ประชุมนัดแรกเมื่อ 24 พ.ย. 2563 

สุดท้าย คณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ .. พ.ศ. ….หรือที่เรียกกันกมธ.แก้ไขรธน.มาตรา 256 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ก็ได้ข้อสรุปออกมาเป็นพิมพ์เขียวร่างแก้ไขรธน.มาตรา 256 กันเป็นร่างสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา 

ตามคิวต่อจากนี้ คณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภาชุดดังกล่าวที่มี วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลและแกนนำพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน จะส่งร่างดังกล่าวให้กับ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อให้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมร่วมรัฐสภาช่วง 24-25 ก.พ. ที่จะเป็นการพิจารณาเพื่อลงมติในวาระสองของที่ประชุมร่วมรัฐสภา ทั้งส.ส.และส.ว. 

และพอร่างแก้ไขรธน.ผ่านวาระสองไปแล้ว ต้องทิ้งร่างแก้ไขรธน.ดังกล่าวเอาไว้ 15 วัน จากนั้นที่ประชุมรัฐสภาถึงมาโหวตวาระสาม ที่เป็นชั้นการลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ โดยหากร่างแก้ไขรธน.ผ่านวาระสาม  จากนั้นประธานรัฐสภา ก็นำร่างแก้ไขรธน.ดังกล่าวนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้ ทำให้ตัวมาตรา 256 ที่ถูกแก้ไข จะถูกนำไปใส่ไว้แทนในมาตรา 256 ฉบับปัจจุบัน  

และจากการที่จะมีการปิดสมัยประชุมรัฐสภาในสิ้นเดือนนี้ ดังนั้น เมื่อร่างแก้ไขรธน.ผ่านวาระสองในวันที่ 25 ก.พ.ไปแล้ว การพิจารณาวาระสาม จึงต้องมีการขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญในช่วงประมาณไม่เกินกลางเดือนมีนาคม ต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ร่างแก้ไขรธน.มาตรา 256 ที่เป็นฉบับพิมพ์เขียว ออกมาจากห้องประชุมกมธ.ฯ ที่ใช้เวลาประชุมนานสองเดือน และแต่ละครั้งถกกันครั้งละหลายชั่วโมง  พบว่า สุดท้าย มีการแก้ไขในสองจุดสำคัญคือ 

1.ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)

2.อำนาจของรัฐสภา ในการลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับของสภาร่างรธน.

ที่ถือว่า ผิดคาดไม่น้อย เพราะจากเดิมที่คาดกันว่า กมธ. จากฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลจะจับมือกับกรรมาธิการจากฝ่ายวุฒิสภา จะยืนกรานให้ยึดเอาแนวตามร่างแก้ไขรธน.ฉบับพรรคร่วมรัฐบาลที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามาเมื่อ 18 พ.ย. 2563 แต่สุดท้าย ฝ่ายรัฐบาลและส.ว. ก็มีการยอมในสองประเด็นข้างต้น 

โดยเรื่อง ที่มาของส.ส.ร.นั้น ร่างฯ เดิม ของพรรคร่วมรัฐบาล ให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแค่ 150 คน และอีก 50 คน มีที่มาจากการเลือกโดยอ้อม เช่น  มาจากการเลือกโดยรัฐสภา 20 คน แต่สุดท้ายเสียงข้างมากในที่ประชุมกมธ.ฯ ก็ยอมเอาตามร่างของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ผ่านวาระแรกมาเช่นกัน  คือ ให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งหมด 200 คน  

อีกประเด็นสำคัญที่มีการปรับแก้ไขในชั้นกรรมาธิการร่วมฯ ก็คือ “อำนาจของรัฐสภาในการลงมติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสภาร่างรธน.” 

โดยตามร่างเดิมของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผ่านวาระแรกมา เขียนไว้ว่า 

“เมื่อ ส.ส.ร.จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่เสียงเห็นชอบของรัฐสภาไม่ถึงกึ่งหนึ่งให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ กกต. เพื่อจัดให้มีการออกเสียงโดยประชาชน ซึ่งต้องไม่เกิน 60 วัน แต่ต้องไม่เร็วกว่า 45 วัน”

ที่คือการให้รัฐสภา ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันคุมเสียงข้างมากไว้เบ็ดเสร็จทั้งในสภาฯและวุฒิสภา มีอำนาจลงมติว่าจะให้ร่างรธน.ฉบับใหม่ที่มาจากการร่างของสภาร่างรธน. ได้มีการประกาศใช้หรือไม่ โดยหากรัฐสภาเห็นชอบ ก็นำขึ้นทูลเกล้าฯได้เลย แต่หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ ถึงค่อยส่งไปทำประชามติ 

สูตรดังกล่าว มองกันว่า ทำให้ฝ่ายรัฐบาล-ส.ว. คุมอำนาจได้ว่า หากเห็นว่าร่างรธน.ที่ส.ส.ร.ร่างออกมา เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ ทำให้ฝ่ายรัฐบาลได้ประโยชน์หลายเรื่อง ถึงจะมีคนไม่เห็นด้วยมากมาย แต่รัฐบาลที่มีพลังประชารัฐ เป็นแกนนำ ก็ใช้เสียงข้างมากในสภาฯและเสียงหนุนจากส.ว. เข็นให้ร่างรธน.ฉบับใหม่ ผ่านความเห็นชอบไปได้เลย ไม่ต้องสนแรงต้าน  ทำให้คุมความได้เปรียบหากร่างรธน.ฉบับใหม่ เข้าทางฝ่ายตัวเอง แต่หากฝ่ายรัฐบาล เห็นว่า ร่างรธน.ฉบับใหม่ ไม่ทำให้ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์ ก็ใช้เสียงข้างมากในสภาฯและส.ว.โหวตคว่ำร่างรธน.ฉบับใหม่ให้ตกไป แล้วส่งไปทำประชามติ ให้ประชาชนตัดสิน วัดดวงกันไปเลยว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน โดยรัฐบาลอาจใช้กลไกรัฐสนับสนุนฝ่ายตนเอง เพื่อทำให้ร่างรธน.ฉบับใหม่ไม่ผ่านประชามติก็ได้ 

ทว่าสุดท้าย ร่างแก้ไขรธน.ที่เคาะออกมาจากที่ประชุมกมธ.ฯร่วม ก็มีการไปแก้ไขใหม่ออกมาเป็นสูตรดังนี้ 

“เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ให้นำเสนอต่อรัฐสภา โดยให้รัฐสภาทำได้เพียงแค่อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ภายใน 30 วัน โดยไม่ลงมติ จากนั้นภายใน 7 วันให้ประธานรัฐสภา ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อจัดให้มีการออกเสียงประชามติ”

ที่ก็คือการตัดอำนาจรัฐสภาในการลงมติ เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ ร่างรธน.ฉบับใหม่ออกไป ทำได้แค่อภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยอำนาจชี้ขาด แก้ให้กลับไปอยู่ที่การออกเสียงของประชาชนผ่านการทำประชามติ  

ทั้งสองประเด็นข้างต้น คือสองจุดใหญ่ ที่กมธ.จากฝ่ายรัฐบาลและส.ว. ยอมให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากร่างเดิมของพรรคร่วมรัฐบาลที่ผ่านวาระแรก

ที่น่าสนใจ หากดูตามกรอบเวลาต่างๆ ตามพิมพ์เขียวร่างแก้ไขรธน.ดังกล่าว มีขั้นตอนสำคัญๆ เช่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องจัดการเลือกส.ส.ร.ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันหลังร่างแก้ไขรธน.ประกาศใช้-สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องร่างรธน.ฉบับใหม่ภายในไม่เกิน 240 วันนับแต่เปิดประชุมสภาร่างรธน.ครั้งแรก -ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปทำประชามติ 

กรอบเวลาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า กว่าจะมีส.ส.ร.ที่ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน -กว่าจะยกร่างรธน.ฉบับใหม่ในกรอบเวลา 240 วันหรือ 8 เดือน และกว่าจะทำประชามติ อีก รวมเวลาก็น่าจะประมาณ 12-14 เดือน แล้วยังมีขั้นตอน ต้องมายกร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกร่วมสิบฉบับ โดยเฉพาะพ.ร.บ.ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง เช่น พ.ร.บ.พรรคการเมือง -พ.ร.บ.การเลือกตั้งส.ส. เป็นต้น ที่น่าจะใช้เวลาอีกร่วม 7-8 เดือน ไม่ใช่ว่า ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว จะยุบสภา ฯจัดเลือกตั้งได้เลย เพราะต้องไปเขียนพ.ร.บ.ประกอบรธน.ให้เข้ากับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย 

รวมเวลาทั้งหมด เร็วสุดก็เกินหนึ่งปีครึ่งแน่นอน และตอนนี้รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ทำงานมาปีกว่าเกือบจะสองปีแล้ว เบ็ดเสร็จ แล้วกว่าจะยกร่างรธน.ฉบับใหม่ กว่าจะยกร่างกฎหมายลูกเสร็จทั้งหมดแล้วเสร็จ ทำให้รัฐบาล บิ๊กตู่  รวมแล้ว อยู่เกินสามปีกว่าแน่นอน 

อันนี้ยังไม่นับรวมกรณี ที่ส.ส.พลังประชารัฐกับส.ว.จำนวนหนึ่ง กำลังคิดจะใช้เสียงข้างมากส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าการแก้ 256 ให้ตั้งส.ส.ร.เพื่อร่างรธน.ฉบับใหม่ เป็นการขัดรธน.หรือไม่ ที่จะมีการหารือกันอังคารนี้ 9 ก.พ. ที่อาจทำให้การแก้ไขรธน.หยุดชะงักลงได้อีก หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นกลางทาง 

อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัด ไม่ว่าจะออกทางไหน การแก้ไขรธน.จะเดินหน้าหรือต้องหยุดชะงัก ก็ล้วนเข้าทาง เปิดช่อง 

6ลุงตู่ อยู่ยาวโลดไปเลย