ตร.จับ 2 เครือข่ายโรงแรมในชัยภูมิ-ภูเก็ต ทุจริตเราเที่ยวด้วยกัน ฉ้อโกงกว่า 100 ลบ.

พลตำรวจเอกสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงการจับขบวนการทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ได้ผู้ต้องหา 50 คน หลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตำรวจกองปราบปราม กระจายกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 55 จุด ใน 2 จังหวัด ชัยภูมิ และ ภูเก็ต

โดยในจังหวัดชัยภูมิ ที่โรงแรมณัฐชญา รีสอร์ท ได้เข้าตรวจค้นจำนวน 41 จุด ได้ผู้ต้องหา 36 คน ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เลย นครราชสีมา ขอนแก่น เพชรบูรณ์ และศรีษะเกษ มีทั้งเจ้าของโรงแรม เจ้าของร้านค้า คนกลางรวบรวมสิทธิ์หรือสวมสิทธิ์ผู้รับจ้างเปิดบัญชี และ ผู้รับจ้างบันทึกข้อมูลจองโรงแรม โดยพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหา พบว่า มีการลงทะเบียนเป็นรีสอร์ทขนาดเล็ก มีห้องพักทั้งหมด 10 ห้อง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้สิทธิโครงการ จำนวน 9,263 ราย ยอดจองห้อง 92,028 ห้อง เฉลี่ย 1,000-3,000 ห้องต่อวัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และยังพบว่ากว่า ร้อยละ 99 ของการจองห้องพัก 1 คน จะจอง 10 ห้องเต็มทุกครั้ง และเวลาในการเช็คอินและเช็คเอาท์ ทับซ้อนไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้ ยังพบว่า คูปองทีได้รับหลังจากเช็คอินห้องพักที่ใช้สำหรับสแกนจ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ มียอดการใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติ รวมมูลค่าความเสียหายในส่วนของโรงแรมนี้ 14 ล้านบาท และร้านค้าที่ร่วมกระทำผิด 101 ร้าน ความเสียหายรวมประมาณ 87 ล้านบาท

อีกจุดหลัก คือ ที่โรงแรมธาราป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และเครือข่าย รวม 14 คน ซึ่งมีทั้งเจ้าของโรงแรม เจ้าของร้านค้า คนกลางรวบรวมสิทธิ์หรือสวมสิทธิ์ ผู้รับจ้างบันทึกข้อมูลจองโรงแรม และยังมีประชาชนที่ร่วมทุจริตรวมกว่า 800 ราย ซึ่งพฤติกรรมของกลุ่มนี้ จะแตกต่างออกไป โดยโรงแรมจะร่วมกับผู้จัดทัวร์ เชิญชวนประชาชน หากจองห้องพักเต็มสิทธิ จะให้เข้าร่วมกิจกรรมทัวร์ 3 วัน 2 คืน โดยไม่มีการเข้าพักโรงแรมจริง นอกจากนี้ ผู้จัดทัวร์กิจกรรม ยังให้ประชาชนชำระค่าบริการในการทำกิจกรรม โดยให้สแกนคูปองที่ได้รับหลังการเช็คอินห้องพัก มาสแกนใช้จ่ายกับร้านค้าที่ตนเองควบคุมไว้ พบรัฐเสียหายจากโรงแรม 18 ล้านบาท และร้านค้าที่ร่วมกระทำผิด 2 ล้าน ความเสียหายเกือบ 4 ล้านบาท 

พันตำรวจเอก เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า จากการสอบสวน พบผู้ต้องหามีการกระทำเป็นขบวนการ โดยจะมีผู้ซื้อสิทธิ ตามหาซื้อสิทธิในโครงการ โดยให้ค่าตอบแทนรายละ 400-500 บาท เมื่อประชาชนขายสิทธิให้แล้ว ผู้ซื้อสิทธิจะให้เจ้าของสิทธิติดตั้งแอปพลิเคชันเป๋าตังก่อน จากนั้นผู้ซื้อสิทธิ จะนำโทรศัพท์ของเจ้าของสิทธิไปดำเนินการจองโรงแรม และใช้คูปอง 

หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ จะนำข้อมูลบัตรประชาชนและซิมการ์ดที่ลงทะเบียนแล้วไปขายต่อให้กับผู้สวมสิทธิ โดยจะขายให้ผู้สวมสิทธิในราคา 800-1,000 บาท เมื่อผู้สวมสิทธิได้รับสิทธิจากโครงการดังกล่าวแล้ว จะว่าจ้างให้ผู้ร่วมขบวนการ กรอกข้อมูลเพื่อจองห้องพักกับทางโรงแรม โดยจะมีกลุ่มที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารอีกกลุ่มหนึ่ง ที่คอยทำธุรกรรมทางการเงินแทนเจ้าของสิทธิ ซึ่งหลังจากที่ผู้สวมสิทธิทำการเช็คอินตามห้องพักที่ได้ทำการจองไว้ ทางผู้สวมสิทธิจะนำคูปองที่ได้รับหลังจากเช็คอินไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่ตัวเองควบคุม

ขณะที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า หากสอบสวนพบว่า ยังมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องเพิ่มเติม จะต้องขยายผลดำเนินคดีเพิ่ม เช่น ประชาชนที่จงใจร่วมใช้สิทธิ์ในลักษณะทุจริต โดยเบื้องต้นคาดมีมากถึง 9,000 คนทั่วประเทศ และเตรียมเรียกตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมในแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ตำรวจยังพบมีลักษณะคล้ายกันนี้อีกหลายพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวหลักและจังหวัดรอง รวมอีกกว่า 900 ราย โดยอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม