คุมไม่อยู่ ก็เปิดมันเสียเลย ถามสังคม เอาไหม “บ่อนกาสิโน”

ผลพวงโควิดฯระบาดรอบสอง โดยผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งติดมาจากบ่อนการพนันในจังหวัดต่างๆ ทำให้ 

“พิทักษ์1-พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.”

เก้าอี้ร้อน เพราะเรื่องบ่อนการพนัน การทำผิดกฎหมาย ที่น้ำลดตอผุดออกมาหลายจังหวัด มันคือการประจานความด้อยประสิทธิภาพของตำรวจและสะท้อนภาพการรับส่วยสินบน ซึ่งของแบบนี้ ง่ายมากในการทำให้ เกิดการย้าย-เปลี่ยนตัว ผบ.ตร. ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน กลางอากาศได้  

แม้ที่ผ่านมา ผบ.ตร.จะไม่รอช้า จัดการกับตำรวจระดับสูงในพื้นที่อย่างรวดเร็วด้วยการสั่งย้ายออกจากพื้นที่ไล่เรียงกันมาหลายคนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การย้าย พล.ต.ต.ปภัชเดช เกตุพันธ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง ที่เป็นจังหวัดแรกๆ ที่ฝีแตก มีคนติดโควิดฯจากบ่อนจำนวนมาก เลยต้องโดนเด้งให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นก็ตามมาอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ต.ประการ ประจง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี -พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.จว.จันทบุรี-พล.ต.ต.เสถียร บุญค้ำ ผบก.ภ.จว.ตราด 

และเมื่อทั้งหมดล้วนเป็นผู้การจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออก ด้วยเหตุนี้ พล.ต.ท.วีระ จิรวีระ ผบช.ภ.2 จึงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เลยถูก ผบ.ตร.สั่งเด้ง มาปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปทุมวัน เพื่อเซ่นพิษบ่อนตะวันออก 

อย่างไรก็ตาม เรื่อง “บ่อน-การเปิดเล่นการพนัน” เป็นเรื่องที่อยู่กับประชากรโลกมายาวนาน ทุกประเทศทั่วโลก ล้วนมีสิ่งนี้ทั้งสิ้น ถึงต่อให้บางประเทศมีการเปิดบ่อน-กาสิโนอย่างถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีลักลอบเปิดบ่อนกันอยู่ดี เพราะเรื่อง การพนันขันต่อ เป็นพื้นฐานธรรมชาติของมนุษย์ การลักลอบเปิดบ่อน จึงเกิดขึ้นมาตลอด

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจกองปราบปราม ก็จัดทีมชุดใหญ่เข้าทลายบ่อนการพนันในบ้านพักหลังหนึ่ง  ย่านบางบัวทอง นนทบุรี ที่เป็นบ่อนพนันขนาดใหญ่ จับได้นักพนันร่วม 50 คน ทั้งคนไทยและต่างประเทศ เล่นการพนันแบบไม่สนใจโควิดฯ 

และเชื่อเถอะอีกหลายพื้นที่ในประเทศไทย ก็มีการลักลอบเล่นการพนัน เปิดบ่อนวิ่งไปเรื่อยๆ ในพื้นที่เพื่อหลีกหนีการจับกุม แม้แต่ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงประเทศไทย ใช่ว่าจะไม่มีบ่อน!!!!

จากผลพวงบ่อนเป็น Superspreading โควิดฯ ในประเทศไทย จนสร้างภาระให้กับรัฐบาล-ศบค. ต้องนำคนติดโควิดฯจากบ่อนเหล่านี้ มารักษาอาการโควิดฯ และฝีแตกออกมาเรื่อยๆ ถึงความเน่าเฟะของ “เงินใต้ดิน” ในบ่อนการพนัน ที่มีคนเกี่ยวข้องในระบบมากมาย โดยเฉพาะ “ส่วยบ่อน” ที่มีคนเกี่ยวข้องได้ผลประโยชน์จำนวนมาก แบบกินกันเป็นทอดๆที่เรียกกันว่า “เงินสีเทา” 

จนพล.อ.ประยุทธ์ นายกฯและรมว.กลาโหม ต้องออกลูกแอ็คชั่น ด้วยการ “แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำความผิดกรณีสถานที่เล่นการพนัน เป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019”

โดยให้คณะกรรมการดังกล่าว ให้คำแนะนำการดำเนินการแก่เจ้าหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ วางมาตรการป้องกัน โดยมี “ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม” เป็นประธาน ภายใต้อำนาจหน้าที่หลักคือ 

“ให้คณะกรรการ มีอำนาจตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายกรณีการกระทำผิดเกี่ยวกับการเปิดสถานที่เล่นการพนัน ตลอดจนให้คำแนะนำการดำเนินการแก่เจ้าหน้าที่ในการนำตัวผู้กระทำผิดไม่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลใด ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาลงโทษ และเสนอมาตรการป้องกันหรือการดำเนินการอื่นที่เหมาะสม แล้วรายงานทางลับให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาสั่งการตามความจำเป็นหรือทุกรอบ 30 วัน” คำสั่งดังกล่าวระบุ 

เรื่องการตรวจสอบ เอาผิดการเปิดบ่อนการพนันดังกล่าว ก็ว่ากันไป แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เกิดประเด็นที่มองว่า เรื่องการเอาผิดการเปิดบ่อนการพนัน เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีให้เห็นกันตลอด พอเป็นข่าวร้อน บ่อนก็หยุดไปสักระยะ แล้วพอเรื่องเงียบไป มีการลงโทษตักเตือนเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่กันพอหอมปากหอมคอ แล้วทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม ก็มีการลักลอบการเปิดพนัน แล้วก็มีการจับกุมดำเนินคดี ตั้งกรรมการสอบ วนเวียนกันไปแบบนี้ ไม่จบไม่สิ้น 

โดยมีการให้ข้อมูลออกมาจากหลายฝ่ายเรื่อง เงินที่เกี่ยวข้องกับบ่อนการพนัน แต่ละปี เป็นเงินจำนวนมากระดับพันล้าน-หมื่นล้าน  โดยเป็นเงินนอกระบบ ที่หมุนเวียนในกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง ที่หากคิดเป็นตัวเงินในระบบการจัดเก็บภาษีแล้ว หากทำให้ถูกต้อง สามารถทำให้รัฐเก็บภาษีเข้าคลังหลวงได้แต่ละปีจำนวนมาก เพียงแต่ต้องมีระบบการควบคุมให้ดี เช่น การเปิดกาสิโน ที่ให้เข้าเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ต้องนำพาสปอร์ตมาแสดง ซึ่งหลายประเทศ ก็ใช้โมเดลนี้และทำให้รัฐมีรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก เช่น การให้ข้อมูลว่า การคาสิโนในประเทศสิงคโปร์ ทำให้รัฐเก็บภาษีได้ปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้าฟรีไปเลย  แต่สำหรับคนในสิงคโปร์ จะมีการเข้มงวดทั้งเรื่อง ค่าธรรมเนียมการเข้าเล่นรวมถึงการควบคุมในระดับรัฐและครอบครัว ไม่ใช่ปล่อยให้ใครก็เข้าไปเล่นได้ง่ายๆ 

สำหรับแนวคิดเรื่อง “เปิดบ่อน” ในประเทศไทย เป็นของร้อนสำหรับสังคมไทย ที่เป็น “เมืองพุทธ” ทำให้เรื่องนี้ แม้หลายปีที่ผ่านมา จะมีทั้งนักวิชาการ-นักเศรษฐศาสตร์-นักการเมือง -คนในวงการที่เกี่ยวข้อง เช่น อดีตตำรวจ มีการเสนอ-แสดงความเห็นเรื่อง ความเป็นไปได้ในการเปิดบ่อนในประเทศไทย กันมาตลอดหลายสิบปี ทั้งการให้ข้อมูลข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน แต่สุดท้าย ก็ไม่มีใครกล้าผลักดันให้เกิดผล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยุคไหนก็ตาม เพราะต่างรู้ดีว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เข้าข่ายเผือกร้อน หากทำแล้ว จะมีทั้งแรงหนุน แรงต้าน เลยไม่อยากเสี่ยง เพราะแค่คนไหนออกมาเสนอความเห็นเรื่องเปิดบ่อน หารายได้เข้าประเทศ หากนำเสนอแนวคิดแบบไม่ทำการบ้าน ก็อาจทัวร์ลงได้ง่ายๆ แต่หากนำเสนอแบบมีข้อมูลและข้อเสนอที่แหลมคม ก็อาจทำให้สังคม รับฟังไปพิจารณาได้ 

อย่างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีต รมว.คลัง” ให้ความเห็นผ่าน facebok ของตัวเองว่า 

“ผมคิดว่าวิธีแก้ปัญหาไม่ใช่การขอให้คน ‘ร่วมมือ’ เลิกเล่นการพนัน แต่การทำให้การพนัน ‘อยู่บนโต๊ะ’ โดยมีกฎหมายรองรับ และมีการกำกับดูแลปัญหาสังคมเราคือ ‘บ่อนเถื่อน’ ซึ่งเป็นที่มารายได้ของผู้มีอิทธิพล เป็นที่มาของการทุจริตคอร์รัปชันในวงการคนมีเครื่องแบบ การรั่วไหลเงินไปบ่อนถูกกฎหมายในต่างประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลบๆ ซ่อนๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาการแพร่เชื้อ Covid ตามที่ปรากฏ โจทย์ที่ถูกคือทำอย่างไรให้การเล่นการพนันเป็นภัยต่อสังคมให้น้อยที่สุด คำตอบคือ การพนันที่มีใบอนุญาตบนโต๊ะอย่างถูกกฎหมาย มีการกำกับดูแล และมีการเสียภาษีให้รัฐเข้าระบบ เพื่อนำเม็ดเงินกลับมาใช้จ่ายดูแลประชาชน แทนการเข้ากระเป๋ามาเฟีย”

และต่อมาเมื่อวันที่ 15 ม.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. ออกมาระบุว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องบ่อนการพนันว่าอย่าเล่นเลย พร้อมให้นโยบายว่าเรื่องบ่อนในประเทศไทยนั้นคงต้องมาหารือกันว่าการจะมีบ่อนถูกกฎหมายเป็นไปได้หรือไม่ ขัดศีลธรรมหรือไม่

“คนบางกลุ่มยอมรับ แต่บางกลุ่มยังไม่ยอมรับ สังคมต้องพูดคุยกันในประเด็นนี้ เดี๋ยวคงจะนำมาสู่แนวทางการแก้ปัญหา แต่ตอนนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย” นพ.ทวีศิลป์ย้ำไว้ 

สุดท้ายแล้ว เชื่อได้ว่า เผือกร้อน-ข้อเสนอ “เปิดบ่อนถูกกฎหมายในประเทศไทย” ในเวลานี้  ก็คงเหมือนกับหลายปีก่อนหน้านี้ ที่คนในสังคมเคยคุยกันเรื่องนี้มาแล้วหลายต่อหลายรอบ แต่สุดท้าย เรื่องก็คงเงียบไปเองหลังจากนี้ หากภาครัฐ-รัฐบาล ไม่กล้าเอาเผือกร้อนนี้มาศึกษา-ขยายผลอย่างจริงจัง 

เพียงแต่ว่ารอบนี้ ต้องไม่ลืมว่า ในอนาคตอันใกล้ รัฐสภา กำลังจะให้ความเห็นชอบ “ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ” ให้ออกมาบังคับใช้เพื่อทำประชามติในเรื่องสำคัญๆของประเทศ ที่คนมีความเห็นแตกต่างกัน จึงเริ่มมีคนเสนอแนวคิดว่า เรื่องเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศไทยหากถึงไทม์มิ่งที่เหมาะสม รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็อาจจุดพลุ นำกฎหมายประชามติ มาสอบถามความเห็นประชาชนไปเลยว่า 

“เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ที่ประเทศไทย จะมีการเปิดบ่อนการพนัน-กาสิโนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้การควบคุมดูแลที่เข้มงวด” 

เพื่อที่ผลประชามติที่จะออกมา จะได้ทำให้เรื่องนี้ จบกันเสียทีในสังคมไทย หลังถกเถียงกันมานานหลายปี