ผบ.ตร. ระบุ คดีน้องชมพู่ พยานหลักฐานครบถ้วน แต่ไม่มีหลักฐานแจ้งจับใครได้ ยันไม่เลิกทำคดี


ผบ.ตร. ระบุ คดีน้องชมพู่ พยานหลักฐานครบถ้วน แต่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้ ยืนยันไม่เลิกทำคดี ส่วนลุงพลเกี่ยวข้องหรือไม่ ตอบได้แค่ยังไม่ออกหมายจับใคร ฝากบอกคนร้ายให้นอนเครียดต่อไป

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำทีมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีน้องชมพู่ ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าคดีล่าสุด ว่า หลังจากที่น้องชมพู่หายตัวไปวันที่ 11 พ.ค.  และพบศพน้องชมพู่ 14 พ.ค. จากการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้สอบพยานบุคคลไปแล้ว 384  คน และนำเข้าสำนวน การสอบปากคำ120ปาก รวมถึงสอบปากคำผู้เชี่ยวชาญ13ปาก มีการตรวจวัตถุพยาน ทั้งหมด 113 ชิ้น เป็นหลักฐานที่เกิดเหตุ 16 ชิ้น โดยถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพิสูจน์ด้วยอุปกรณ์พิเศษ และนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งผลการตรวจสอบได้นำไปประกอบสำนวนคดีแล้ว รวมถึงยังได้เก็บดีเอ็นเอของพยาน 154 คนด้วย ซึ่งพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่ยังไม่พบพยานหลักฐานที่จะสามารถลงโทษบุคคลใดได้

สำหรับข้อหาในขณะนี้ ที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาไว้ คือ พรากเด็กและกักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และข้อหา ซ่อนเร้น เคลื่อนย้ายทำลายและอำพรางศพ แต่ผู้กระทำความผิด ยังไม่มีพยานหลักฐานพอฟังได้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งจากการสรุปสำนวนชันสูตรพลิกศพ ทำให้เชื่อได้ว่า น้องชมพู่ไม่สามารถขึ้นไปบนภูเหล็กไฟด้วยตนเองได้ อาจจะถูกกระทำการใดๆไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมที่ทำให้เสียชีวิต และวันนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานพอที่จะกล่าวหาใคร ก็ยังไม่สามารถพูดได้ว่าคือใครที่เป็นคนทำ 

ส่วนกรณีที่มองว่าลุงพลเป็นเหมือนจำเลยสังคมนั้น ก็ต้องไปถามคนที่ให้ตำแหน่งจำเลยสังคมนี้

พล.ต.อ.สุวัฒน์ บอกด้วยว่า การสืบสวนสอบสวนวันนี้ยังไม่ยุติ เพราะคดีมีอายุความ20ปี แต่สำนวนการสอบสวนตามระเบียบตำรวจหากไม่สามารถดำเนินคดีกับใครได้ ต้องส่งสำนวนให้อัยการเมื่อครบ 1 ปี แต่ยืนยันว่า ตำรวจไม่เลิกทำคดีนี้ และทำคดีไปตามหลักกฎหมาย และมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม แม้จะตอบคำถามสังคมยังไม่ได้ในวันนี้ ว่าใครเป็นคนทำก็ตาม และ ขอฝากไปยังคนร้ายที่ฟังอยู่ด้วยว่า ให้นอนเครียดต่อไป เพราะยังไม่เลิกสืบสวนคดีแน่นอน และจะไม่แขวนคดี แต่มีเหตุผลในการทำคดีเพิ่มเติม ส่วนประเด็นยาเสพติด ยังไม่ได้ตัดทิ้ง แต่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้

ทั้งนี้ ผบ.ตร. มองด้วยว่า วันเวลาที่เด็กหายนั้น คนที่กระทำก็จะอยู่ตรงนั้น และตามข้อเท็จจริง จากการพูดคุยกับญาติ พ่อแม่พี่สาว พบว่า น้องชมพู่ไม่ค่อยยอมให้ใครอุ้มไปไหนมาไหนกับใครที่แปลกหน้า ดังนั้นถ้าใครเชื่อในเรื่องนี้ ก็จะทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่า ใครที่สนิทกับน้องชมพู่พาไป หรืออาจจะใช้วิธีบังคับ หรือสองอย่างผสมกัน และคนที่จะทำให้เกิดเรื่องนี้ได้ ต้องรู้จักภูเขานั้น เพราะตำแหน่งที่พบไม่ใช่คนทั่วไปจะไปตรงนั้นได้ โดยเฉพาะถ้าคนที่ทำอยู่อีกอำเภอไม่มีทางมาทำได้ในวันเวลาที่เกิดเหตุ ส่วนแรงจูงใจยังไม่สามารถตอบได้ว่าทำไปเพื่ออะไร

ด้านนิติเวช บอกด้วยว่า จากการตรวจเส้นผม ซึ่งเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ล่าสุด ที่อยู่ในจุดที่พบศพน้องชมพู่นั้น พบว่า ไม่พบรากผม ทำให้ต้องใช้การตรวจด้วยวิธีไมโทคอนเดรีย พบว่า เส้นผมดังกล่าวมีความเป็นไปได้ของดีเอ็นเอ ฝั่งสายพันธุ์มารดา ซึ่งหมายความว่าเป็นไปได้ทั้งของน้องชมพู่ หรือแม่ หรือยาย ป้า น้า 

ทั้งนี้ระหว่างการแถลงข่าวมีการเปิดวีดีโอพรีเซนต์ จำนวน 3 คลิปที่อธิบายความเชื่อมโยงของคดี โดยภายในคลิปเเรก ระบุ ถึง 8 ประการ ที่สนับสนุนให้เห็นว่า น้องชมพู่ไม่สามารถขึ้นไปบนเขาภูเหล็กไฟได้ด้วยตัวเอง อาทิประเด็นสำคัญ เช่น เส้นทางลาดชันเเละลำบากมีเนินหินสูงชันกว่า 60 องศา เกินกว่าที่เด็กวัย 3 ขวบจะขึ้นได้ โดยเทียบกับบันไดบ้านที่มีความลาดชัน 45 องศา  /อาหารเช้าที่กินเป็นมื้อสุดท้าย เป็นไข่เจียว 3 คำ กับน้ำส้ม 1 ขวด ไม่เพียงพอที่จะใช้พลังงานขึ้นไปข้างบน / ศพน้องชมพู่อยู่ในสภาพเปลือย พ่อเเม่ยืนยันว่าน้องไม่สามารถถอดเสื้อผ้าด้วยตัวเองได้ /พบเส้นผม36 เส้นในที่เกิดเหตุ ซึ่งบางส่วนตรงกับน้องชมพู่ ถูกตัด หรือเฉือนด้วยมีดจากการกระทำของบุคลอื่น  จึงยืนยันได้ว่ามีบุคคลอื่นอยู่กับน้องในที่เกิดเหตุ 

ส่วนคลิปที่ 2 เป็นการยืนยันเวลาการเสียชีวิตของน้อง จากผลการชันสูตรสภาพศพที่เน่าเปื่อย  ความเห็นของนักกีฏวิทยา เเละจำลองการเน่าของเนื้อหมูเพื่อดูการเจริญเติบโตของหนอน สรุปผลยืนยันได้ว่า ช่วงเวลาที่น้องเสียชีวิตอยู่ระหว่าง เวลา 14.30 น.ของวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 -เวลา14.30 น.ของวันที่13 พฤษภาคม 2563 

ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเเพทย์พบบาดเเผลหลายจุดเเต่ไม่มีบาดเเผลใดทำให้เสียชีวิตได้ เเละไม่พบการล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นเเม้ว่าจะไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้ เเต่เป็นไปได้ว่าน้องชมพู่เสียชีวิตจากการขาดน้ำเเละอาหาร เพราะไม่พบเศษอาหารในกระเพาะอาหารเเละลำไส้เล็กส่วนบน รวมถึงอวัยวะภายในมีการเน่ามากกว่าผิวหนังภายนอก ซึ่งเป็นอาการของผิวหนังขาดสารอาหาร

แสดงความเห็น