ผบ.ทสส. รับ-ส่งหน้าที่ “บิ๊กแก้ว” ให้คำมั่น จะทำให้ทัพไทยเป็นหลักประกันให้ปท.ชาติ

ที่กองบัญชาการกองทัพไทย  จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ การบังคับบัญชาตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระหว่าง พลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี (บิ๊กกบ) กับ พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ (บิ๊กแก้ว) โดยมี พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก , พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ , พลอากาศเอก แอร์บูล สุทธิวรรณ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (มาแทน ว่าที่ ผบ.ตร. เพราะติดพิธีรับ-ส่งหน้าที่) เข้าร่วมพิธีด้วย

พลเอก พรพิพัฒน์ กล่าวขอบคุณความสำเร็จทั้งปวงของกองทัพไทย เหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของกำลังพลทุกระดับทุกตำแหน่งทุกชั้นยศ ทั้งยังทำหน้าที่ปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความสำคัญของชาติ และการพัฒนาประเทศตลอดมา จากนี้เชื่อมั่นว่าภายใต้การบังคับบัญชาของ พลเอก เฉลิมพล จะนำพาให้กองทัพเป็นหน่วยงานหลักด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ที่มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ และทำหน้าที่ในการปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลในการร่วมแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ

ด้าน พลเอก เฉลิมพล ขอให้คำมั่นว่า จะสานต่อนโยบายที่ท่านได้ริเริ่มไว้ และจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของกองทัพไทย ในอันที่จะเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงให้กับประเทศชาติ และความสงบสุขของประชาชนสืบไป

สำหรับ พลเอก เฉลิมพล  ศรีสวัสดิ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 21 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 32 สำเร็จ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางทหาร อาทิ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 25 รักษาพระองค์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เจ้ากรมยุทธการทหารบก รองเสนาธิการทหารบก และเสนาธิการทหาร

อย่างไรก็ตาม ก่อนพิธีรับ-ส่งหน้าที่ พลเอก พรพิพัฒน์  เบญญศรี ได้ให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่ และผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าพบและมอบของที่ระลึก พร้อมกล่าวว่าหลังจากนี้จะส่งมอบการบังคับบัญชาและการประชุมผู้บัญชาการทางทหาร ให้กับ พลเอก เฉลิมพลซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ เป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมบอกกับทุกคนว่า ในการทำงานจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ท้าทายของประเทศไทย ต้องเผชิญกับภาวะทางเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาเร่งด่วน และกองทัพจะต้องยืนหยัดดำรงความพร้อม ทั้งการสนับสนุนขับเคลื่อนประเทศชาติได้ต่อไป ซึ่งกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องพัฒนาศักยภาพโดยจะบกพร่องไม่ได้ โดยเฉพาะงบประมาณที่มีข้อจำกัด ที่จะต้องรับมือและต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกลไกการดำเนินการทุกด้าน ดังนั้นการจัดหายุทโธปกรณ์ ขอให้ยึดหลักตามแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องความพอดีและความพอประมาณ และขอเน้นเรื่องภารกิจช่วยเหลือประชาชน โดยใช้ขีดความสามารถของกองทัพที่มีอยู่

ส่วนคำแนะนำให้กับการทำหน้าที่ในสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ของผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่นั้น มองว่าทุกคนคงใช้ดุลพินิจระหว่างกัน ว่าการแสดงบทบาทของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาจะดำเนินการอย่างไร คาดว่าแต่ละคนคงจะแถลงแนวทางในอนาคตอันใกล้นี้

เมื่อถามถึงความเป็นห่วงต่อบ้านเมืองในปัจจุบันหลังจากเกษียณไปแล้วมีความเห็นอย่างไร พลเอก พรพิพัฒน์ เชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้วประเทศไทยจะมีความเป็นพิเศษคือเรื่องความรู้รักสามัคคี ความปรองดองเท่านั้นที่จะนำพาประเทศชาติไปได้ มองความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ และถ้านำเรื่องความเห็นต่างมาช่วยเสริมและกำหนดทิศทางด้วยกันบนพื้นฐานว่าเราจะรักกัน เราอยากเห็นประเทศไทยเดินหน้าไปอย่างสงบสุข แบบที่ไม่ต้องสร้างความขัดแย้ง เชื่อว่าในที่สุดประเทศไทยก็จะเห็นทางสว่างและประสบความก้าวหน้า

พลเอก พรพิพัฒน์ ปฏิเสธตอบคำถามว่าหลังเกษียณแล้วจะไปทำอะไร แต่ยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมืองแน่นอน เพราะไม่ถนัด

แสดงความเห็น